ยอดเขาพระจุลจอมเกล้า (เสาธงอัษฎางค์)

ไม่ลงคะแนน 0 (0 รีวิว )

ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี 20120

คะแนนจาก
เทศบาลสีชัง

ไม่ลงคะแนน


ยอดเขาพระจุลจอมเกล้า (เสาธงอัษฎางค์)

รายละเอียด


ที่มา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ยกเสาธงขึ้นบนยอดเขาสูง ที่พระราชทานนามว่า “ยอดเขาพระจุลจอมเกล้า” เสาธงนี้สูง 14 วา 2 ศอก มีเสาขวาง มีรยางค์และมีขั้นบันไดตั้งอยู่บนฐานซีเมนต์กว้าง 8 วา มีเจ้าพนักงานดูแลประจำอยู่ด้วย นายเรือเอกกูลเบิกในกรมทหารเรือเพื่อทำหน้าที่ชักธงให้สัญญาณเรือเข้าออกในท่าเกาะสีชัง และพระราชทานนามเสาธงแห่งนี้ว่า ”เสาธงอัษฎางค์” สำหรับใช้ในการบอกข่าวเพื่อส่งโทรเลข ซึ่งเป็นวิธีแจ้งข่าวไปยังกรุงเทพฯ ที่รวดเร็วที่สุดในขณะนั้นวิธีส่งโทรเลขจะทำการโดยการชักธงขึ้นเสาตามอย่างเสาธงในกรุงเทพเพื่อใช้เก็บภาษีจากเรือที่เข้าออกและเทียบท่าบริเวณรอบเกาะ ในการยกเสาธงนี้ เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระองค์เองในวันที่ 14 สิงหาคม พศ.2434 โดยเสด็จโดยพระราชยานขึ้นยอดเขาที่สูงถึง 192 เมตร พระราชทานชื่อว่า “ยอดเขาพระจุลจอมเกล้า” ทรงจารึกพระปรมาภิไธยย่อที่เสาธงและศิลาเขามอว่า “จ.จ.จ” และโปรดให้ยกเสาธงขึ้นตั้ง พระองค์ทรงจับสายเชือก มีการประโคมแตรวงทั้งในขณะที่ทรงจารึกพระปรมาภิไธยและทรงยกเสา เมื่อเสร็จพิธีแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลี้ยงน้ำชาพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเมื่อใกล้ค่ำจึงเสด็จกลับพระราชฐาน
                                                                                                                                                                           ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 8 แผ่นที่ 22 หน้า 201 - 213


รายละเอียดสถานที่


อยู่ใกล้กับทางขึ้นพระมณฑปพระพุทธบาทด้านทิศเหนือของเกาะสีชังปัจจุบันเหลือเพียงฐานซีเมนต์ และธงชาติไทยขนาด 9 เมตรที่มีผู้มาปักไว้แก้บน และร่องรอยจารึก        พระปรมาภิไธยที่ลบเลือนไปมากแล้ว


ที่ตั้ง


จากมณฑปพระพุทธบาทจะมีบันไดทางขึ้นไปยังยอดเขา


คำแนะนำ


ควรจะไปช่วงเช้าที่แดดยังไม่ร้อนจัดหากไปช่วงเย็นหรือโพล้เพล้ อาจจะมองเส้นทางไม่ชัดเจน


การเดินทาง


  • เส้นทางที่ 1 ระยะทางจากท่าเรือเทววงษ์ 1.6 กิโลเมตร แล้วขึ้นทางเดียวกับรอยพระพุทธบาท
  • เส้นทางที่ 2 ระยะทางจากท่าเรือเทววงษ์ 1.8 กิโลเมตร แล้วขึ้นทางเดียวกับรอยพระพุทธบาท


การสำรวจของกัปตันลอฟตัล


รัฐบาลสยามเริ่มพัฒนาพื้นที่เกาะสีชัง โดยช่วงต้นมีกรมท่าเป็นผู้รับผิดชอบ มีวัตถุประสงค์หลัก ที่จะพัฒนาอ่าวเกาะสีชังให้เป็นท่าเรือที่ทันสมัย โดยรัฐบาลสยามได้ว่าจ้างกัปตันลอฟตัล (Captain Alfred J. Loftus ภายหลังเป็น พระนิเทศชลธี) สำรวจทำแผนที่อ่าวสีชัง และบริเวณโดยรอบอย่างละเอียด มีการนำเรือตะเกียง (เรือรบเก่าที่มิได้ใช้งานแล้วติดตั้งตะเกียงเหมือนประภาคาร) สำหรับบอกทางในเวลากลางคืน มีการวางทุ่นบอกตำแหน่งหินโสโครกต่างๆ รอบเกาะ สร้างหลักหมายเขต เพื่อกำหนดเขตอ่าวและเพื่อวัดระดับน้ำทะเลเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับชาวเรือ หลักเขตนี้มีสองหลัก หลักหนึ่งอยู่ที่ปลายแหลมวัด อีกหลักอยู่ที่ปลายด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะขามใหญ่ โดยเสาหลักเขตเป็นเสาออเบลิศ (obelisk) สร้างโดยนายสเตฟาโน คาร์ดู (Stefano Cardu ) นอกจากนี้ยังมีการวางสายโทรเลขจากอ่าวกระสือมาที่เกาะสีชัง โดยสายโทรเลขใต้น้ำนี้นำเข้ามาจากยุโรป และใช้เรือนของนายกอเตเป็นออฟฟิศโทรเลข (สันนิษฐานว่าตั้งอยู่บริเวณที่เป็นท่าภาณุรังษี หรือท่าบน)


กัปตันลอฟตัสได้จัดทำรายงายเกี่ยวกับเกาะสีชังและแผนที่เกาะสีชังเสนอต่อ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเทวะวงษ์วโรประการ เสนาบดีว่าการต่างประเทศ ซึ่งสาระของรายงานได้พบว่า เกาะสีชังในพ.ศ. 2427 นั้น เกาะสีชังมีชุมชนอยู่ 2 แห่ง แห่งแรกคือ บ้านท่าน้ำ ตั้งอยู่บริเวณที่เป็น พระจุฑาธุชราชฐานในเวลาต่อมา มีแผนที่แสดงที่ตั้งเสาออเบลิศ ที่ปลายแหลมวัด กับทั้ง Health Office ซึ่งภายหลังกลายเป็นโรงพยาบาลเกาะสีชัง สถานที่ตรวจรักษา และกักกันชาวเรือที่ผ่านไปมา ที่อาจเป็นโรคติดต่อร้ายแรงต่างๆ ถัดไปทางเหนือของบ้านท่าน้ำมีชุมชนอีกชุมชนหนึ่ง เรียกว่า บ้านท่าราช หรือบ้านตารอด ตั้งอยู่บริเวณที่ปัจจุบันเป็นชุมชนท่าเทววงษ์ หรือท่าล่าง ใกล้ด่านศุลกากรเกาะสีชัง ถัดไปทางเหนือมีพื้นที่กสิกรรมหลักสองที่ เรียกว่า ไร่บนและไร่ล่าง เป็นพื้นที่ปลูกผักและผลไม้ต่างๆ


นอกจากนี้ กัปตันลอฟตัล ยังได้รายงานเรื่องปัญหาน้ำจืดขาดแคลน และความพยายามเสาะหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม ซึ่งในรายงานพบว่าน้ำจืดที่เกาะสีชังมีน้อยไม่พอราษฎรรับประทาน มีการขุดในหลายพื้นที่ในเกาะเพื่อหาแหล่งน้ำ คือที่บ้านท่าราช บ้านท่าน้ำ เกาะขาม แต่ไม่พบแหล่งน้ำ และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเป็นท่าเรือที่ทันสมัย และการพัฒนาด้านอื่นๆของเกาะสีชัง


การลงทุนของชาวตะวันตก จากการที่มีการพัฒนาแผนที่ทะเลของกัปตันลอฟตัล ทำให้การเดินเรือสะดวกขึ้น ชาวตะวันตกในพระนครก็เริ่มสนใจลงทุนพัฒนาเกาะสีชัง โดยรายแรก ได้แก่ นายกอเต (Gotte) พ่อค้าชาวเยอรมันได้ทำหนังสือขอซื้อที่ดินบนเกาะสีชังจากรัฐบาลสยามพันไร่ เพื่อปลูกกาแฟ เมื่อรัฐบาลสยามไตร่ตรองแล้วจึงปฏิเสธ เพราะเห็นว่าศักยภาพในการพัฒนาเกาะสีชังมีมากกว่าการปลูกกาแฟ โดยอ้างว่าที่ดินบนเกาะนั้นมีไม่ถึงพันไร่ แม้ไม่สามารถทำไร่กาแฟได้นายกอเต จึงได้ร่วมลงทุนกับขุนศรีรักษา สร้างโรงแรมเป็นเรือนฝากระดาน หลังคามุงจาก เพื่อให้เป็นที่ชาวยุโรปมาเช่าอาศัย เมื่อเจ้าพระยาภาณุวงษมหาโกษาธิบดี เสานาบดีกรมท่า ทราบเรื่อง จึงได้แจ้งนายกอเต ว่าไม่มีสิทธิปลูกเรือนโดยไม่ได้รับอนุญาต ในที่สุดนายกอเตจึงขายเรือนนั้นแก่รัฐบาลสยามเป็นเงิน 1,000 บาท ต่อมานายฟรันซิสโกดาวาไรนา(Francisco da Silva Reina ) คนในบังคับโปรตุเกส ทำเรื่องขออนุญาตเช่าเรือนทำกิจการโรงแรม เป็นเวลา 5 ปี


ห้างยุเกอซิกแอนกัมปนี (Jucker Sigg & Co.) อันเป็นห้างของฝรั่งเศส (มีหุ้นส่วนเป็นคนไทย คือ หลวงอินทรมนตรีศรีจันทรกุมาร) ทำเรื่องขออนุญาต ปลูกโรงกุดัง และสะพานให้เรือกำปั่นเทียบและสร้างโรงเก็บถ่านหิน บาลสยามพิจารณาแล้วก็ตกลงอนุญาต


การเสด็จมาประทับรักษา ณ เกาะสีชังของพระราชวงศ์


ในปี พ.ศ. 2431 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธทรงประชวร หมอเห็นว่าควรจะให้เสด็จมาประทับอยู่ในที่ซึ่งได้อากาศชายทะเล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดเกล้าฯให้พระยาภาสกรวงษ์ (พร) จางวางมหาดเล็ก เชิญเสด็จมาประทับที่เกาะสีชัง อยู่ที่เรือนของหลวงซึ่งเป็นที่ฝรั่งเช่าอยู่ติดต่อกับเขตวัด เพราะขณะนั้นเกาะสีชังเป็นสถานที่ที่ชาวต่างประเทศที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร นิยมเดินทางไปรักษาตัวกันมาก ในเวลาใกล้เคียงกันนั้นเอง พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ทรงประชวร จึงเสด็จพระราชดำเนินมาประทับรักษาพระองค์ที่เกาะสีชังด้วย โดยในตอนแรกจะเสด็จประทับอยู่ในเรือพระที่นั่ง เพราะเสด็จฯ มากะทันหันไม่ทันปลูกสร้างพลับพลาที่ประทับ แต่เรือพระที่นั่งถูกคลื่นกระเทือนทำให้ทรงประชวรยิ่งขึ้น จึงเสด็จขึ้นประทับอยู่ ณ เรือนซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ประทับอยู่ก่อน ที่ประทับนั้นปลูกเต็นท์ใต้ต้นมะขาม ที่เขามอ ริมหาด จนพระอาการทุเลาลง (ประทับอยู่ 7 ราตรี) จึงเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตะวันตกต่อไป ในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้หาที่สร้างพระอารามใหม่แทนวัดที่ปลายแหลม เนื่องจากเวลาเสด็จพระราชดำเนินผู้คนพลุกพล่านทำลายความสงบของสงฆ์ โดยได้ที่ใหม่ คือบริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งพระเจดีย์อุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตรในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระคลังข้างที่ให้สร้างเรือนขึ้น 3 หลัง บริเวณแหลมและใต้ลงมาบริเวณชายหาด เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับผู้ป่วยไปพักฟื้นรักษาตัว เรียกว่า "อาไศรย์สฐาน"

เวลาทำการ

ทุกวันทำการ 06:00 - 18:00

พิกัดสถานที่

ณ เขตเทศบาลตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี
location : 13.17084961 ,100.80474995

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น
กรุณา Login