สีชัง น้ำใสใจระรื่น 1 คืน 2 วัน

ณ เขตเทศบาลตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี

ชลบุรี

     เกาะสีชัง สามารถเที่ยวได้ทั้งแบบ 1 วันหรือค้างคืน  หรือจะอยู่แบบเป็นอาทิตย์เป็นเดือนล้วนแล้วแต่สามารถทำได้ทั้งสิ้น เพราะเกาะแห่งนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยที่จะทำให้คุณหลงใหลแบบถอนตัวไม่ขึ้น ด้วยความเป็นเกาะที่มีความเป็นมายาวนานเป็นเกาะที่มีความงามทางธรรมชาติอันหลากหลาย เป็นเกาะที่ผู้คนมีความเป็นมิตรและเป็นกันเอง เป็นเกาะที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารทั้งพื้นบ้านและอาหารทะเล  เป็นเกาะที่ยามค่ำคืนเงียบสงบและมีความปลอดภัยสูง อีกหลากหลายเหตุผลที่จะทำให้คุณรักเกาะสีชัง เรามาดูกันว่าเวลา 1 คืน 2 วัน เราพบเจอกับความสุขสนุกสนานขนาดไหนบนเกาะแห่งนี้ 

  • ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่  ไม่ว่าคุณจะมาพักที่เกาะแห่งนี้กี่วันหรือนานเท่าไร สถานที่แรกควรเป็นการสักการะองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่อันศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นจึงค่อยเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจ 
  • พระจุฑาธุชราชฐาน แนะนำว่าให้เดินทางไปพระราชวังบนเกาะแห่งเดียวของเมืองไทย เพราะเรื่องราวประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ประเพณี รวมถึงภูมิปัญญา ที่นี่มีให้คุณได้เรียนรู้ศึกษาอย่างครบครัน 
  • หาดถ้ำพัง อ่าวอัษฎางค์ ที่นี่สามารถรับประทานอาหารกลางวัน และ เล่นน้ำยามบ่ายคล้อย พร้อมกับกิจกรรมทางทะเลที่มีไว้ให้ค่อยบริการครบถ้วน
  • แหลมจักรพงษ์ ชมพระอาทิตย์ตก เชื่อกันว่าแหลมแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่การชมดวงตะวันลับขอบฟ้าสวยไม่แพ้ที่ใด ยิ่งได้ชมกับคนรู้ใจ แหลมจักรพงษ์จะถูกบันทึกในความทรงจำของคุณไปอีกนานแสนนาน
  • สะพานท่าเทียบเรือเกาะสีชัง (ท่ากลาง) หลังจากอาบน้ำเสร็จ กิจกรรมยามค่ำคืนที่ได้นักท่องเที่ยวนิยมทำกัน คือการตกปลา หรือ ตกปลาหมึก อุปกรณ์สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไปภายในเกาะ ระหว่างตกปลาสามารถชมประภาคารเปลี่ยนสีที่มีความโดดเด่นในยามค่ำคืน แล้วคุณจะรู้ว่าความสงบของชีวิตที่นี่มีดีอีกหลายอย่าง

วันที่ 2

  • รอยพระพุทธบาท รุ่งอรุณของเช้าวันใหม่ไม่ควรพลาดในการขึ้นไปกราบไหว้ รอยพระพุทธบาทอันศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนตีระฆังในยามเช้าเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยให้กับชีวิต และถ่ายภาพเป็นที่ระลึก
  • ยอดเขาพระจุลจอมเกล้า หลังจากนมัสการรอยพระพุทธบาทเรียบร้อย เดินขึ้นไปตามทางที่บอกไว้ โดยระหว่างทางจะพบศิลาจารึกพระปรมาภิไธย ของเสด็จพ่อ ร.5  และเมื่อขึ้นไปถึงลานหินบนยอดเขาพระจุลจอมเกล้าจะสามารถมองวิว ได้ 360 องศา ในวันที่ฟ้าเปิดจากบริเวณลานหินนี้สามารถมองเห็นไกลถึงจังหวัดเพชรบุรี
  • หาดหินหมวดศิลา เริ่มต้นที่วัดจุฑาทิศธรรมสภารามวรวิหาร พระอารามหลวงที่อยู่เหนือท่าภาณุรังสีขึ้นไป บริเวณหลังวัดจะมีถนนปูนซีเมนต์เล็กๆ เรียบทะเล ไปจนถึงสิ่งปลูกสร้างไม้ร่วมสมัยที่ยื่นลงทะเลไป บริเวณด้านล่างเป็นชายหาดหินกลมสามารถลงเล่นน้ำได้อีกด้วย
  • ปลายแหลมวชิราวุธ บริเวณปลายสุดแหลมมหาวชิราวุธคล้ายกับแหลมพรหมเทพ แต่เล็กกว่าเป็นแหลมที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของเกาะสีชังมีสะพานที่ทอดยาวยื่นออกไปยังแหลม ประดับด้วยโคมไฟรูปหงส์ตลอดระยะทางนักท่องเทียวนิยมไปชมพระอาทิตย์ตกกันบริเวณนี้จำนวนมาก ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของเกาะสีชัง
  • ท่ายายทิม จากนั้นเราไปทิศใต้สุดของเกาะ ความหลากหลายทางธรรมชาติด้วยทิวทัศน์อันแปลกตาที่เกิดจากการระเบิดหินทำให้สถานที่แห่งนี้ถ่ายรูปแล้วมีความสวยงามผิดตาไปกว่าเกาะโดยทั่วไป ระหว่างทางจะผ่านอุโมงค์ต้นไม้ที่ให้ความร่มรื่น บริเวณท่ายายทิมยังเป็นจุดที่มีทางเชื่อมไปสู่เกาะยายท้าว หรือทะเลแหวกของเกาะสีชังอีกด้วย
  • ตลาดบ้านเทววงษ์ ก่อนกลับไม่พลาดการซื้อของฝากอันหลากหลาย ทั้งของสด ของแห้ง ของที่ระลึก ฯลฯ มีคอยให้บริการอยู่เป็นจำนวนมาก สนนราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด (สำหรับมอเตอร์ไซด์เช่านั้นสามารถคืนได้ที่ท่าเรือเทววงษ์เลย)

เกาะสีชังยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ซ่อนตัวอยู่อีกหลายแห่ง รวมถึงเกาะบริวารอันน่าสนใจ ต้องบอกว่าเวลา 2 วัน 1 คืน หากคุณสามารถเที่ยวได้ครบตามรู้ดติ้งที่เราแนะนำถือว่าคุณรู้จักเกาะแห่งรักนี้มากขึ้นไปอีก แต่ยังไม่ทั้งหมดหรอก เพราะเวลาหลายร้อยปี ย่อมรวมเรื่องราวต่างๆไว้อย่างมากมาย ทำอย่างไรถึงจะเห็นได้ครบ มีทางเดียวคือ...กลับมาหาสีชังอีกครั้ง

เส้นทาง

01 ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ที่อยู่ : ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี

ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ถือได้ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของเกาะสีชัง นักท่องเที่ยวรวมทั้งทุกคนที่เดินทางมาเที่ยว และมาทำงานหรือมาธุระต่างๆ บนเกาะสีชัง ล้วนต้องเดินทางมาสักการะบูชาองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่ โดยมีความเชื่อว่า ถ้าได้มาไหว้ติดต่อกัน 3 ปี จะสมปรารถนาในสิ่งที่ขอ 

       

เมื่อเสียงเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ความสมหวังสมปราถนาในสิ่งที่ขอขจรไปทั่วประเทศทั้งชาวไทย และต่างประเทศ ต่างเดินทางมากยิ่งขึ้นทุกปี แต่สำหรับชาวเรือที่สัญจรผ่านน่านน้ำแถบนี้ ย่อมรู้ดีว่าการได้มากราบไหว้ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่นั้น เป็นสิริมงคลต่อการออกเรือทำมาหากินอย่างไร เพราะความเป็นมาขององค์เจ้าพ่อนั้นนับเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มหัศจรรย์” ของคนจีนโพ้นทะเล จากรุ่นสู่อีกรุ่นอย่างแท้จริง จากจารึกจีนโบราณที่นายอุ้งเซ็ง แซ่อึ้ง ภาษาแต้จิ๋ว หรือนายยุ่นเซิ้ง เซิ้นหวง ภาษาจีนกลาง ชาวอำเภอบุงเชียง จังหวัดไหหลำ เกาะไหหลำ ประเทศจีน เป็นผู้จารึกไว้ในไม้สักเก่าแก่ราว ค.ศ.1883 ปี พ.ศ.2426 ซึ่งขณะนี้เก็บรักษาไว้ที่ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ซินแสได้แปลไว้ว่า ขณะที่มาจอดเรือทอดสมอ อยู่หน้าเกาะสีชังได้เห็นแสงไฟอยู่บนเขาจึงได้ปีนขึ้นไปดู บนรูปหินย้อยลักษณะเหมือนศีรษะคนครงตามตำราจีนว่า เป็นรูปเจ้าพ่อที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ อยู่ในถ้ำในเขากลางทะเลและหันหน้าไปทางทิศตะวันออกมีน้ำอยู่ข้างหน้า ตามที่ชาวจีนโบราณเชื่อถือกัน เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มหัศจรรย์


รายละเอียดสถานที่


ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ผสมผสานสถาปัตยกรรมจีนและไทยเข้าด้วยกัน ตั้งอยู่บนเชิงเขาสูงทางทิศเหนือของเกาะสีชัง ปัจจุบันเขาลูกนั้นชื่อว่าเขาคยาศิระ โดยตัวอาคารของศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ทาสีแดงเป็นสีหลักสามารถมองเห็นเด่นชัดจากท่าเรือเมื่อมาถึงเกาะ สำหรับทางขึ้นมีบันไดแยกเป็น 2 ทาง ด้านขวาเป็นศาลเจ้าแม่กวนอิม และด้านซ้ายมือเป็นทางขึ้นศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ซึ่งหากนักท่องเที่ยวต้องการความสะดวกในการขึ้นไปสักการะองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่นอกจากการเดินตามทางบันไดหลักแล้วนั้น ยังมีรถกระเช้าคอยให้บริการซึ่งสามารถนั่งได้ครั้งละไม่เกิน 6 - 8 ที่นั่ง เหมาะสำหรับผู้สูงวัย โดยค่าบริการนั้นแล้วแต่ศรัทธาโดยมีตู้รับบริจาคอยู่ด้านบน


หากนักท่องเที่ยวต้องการซื้อเครื่องสักการะองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่ จะมีชุดสำหรับบูชาองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่ ราคาชุดละ 70 บาท โดยจะมี ธูป 25 ดอก พร้อมแผ่นปิดทององค์เจ้าพ่อ และน้ำมันตะเกียง 1 ขวด ในส่วนของการไหว้แก้ปีชง มีให้บริการชุดละ 100 บาท โดยจะมียันต์ฮู้แก้ปีชง พร้อมกระดาษสีชมพูสำหรับเขียนไว้ที่องค์ศาลเพื่อทำพิธีสวดแก้ปีชงพร้อมกันในวันงานที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีต่อไป


สำหรับบริเวณก่อนขึ้นเจ้าพ่อเขาใหญ่ หลังจากผ่านซุ้มประตูเข้ามา ด้านซ้ายมือเป็นศาลเจ้าพ่อเสือ ที่ชาวจีนเชื่อกันว่าเมื่อได้ทำการไหว้แล้วช่วยเสริมเรื่องอำนาจบารมี ต่อมาไม่ไกลนักเป็นมูลนิธิสงเคราะห์คนชราเกาะสีชัง ภายในมีผู้สูงอายุหลายท่าน ส่งเสียงอวยพรออกมาเพื่อชักชวนให้มีการทำบุญกับสถานสงคราะห์ ถัดมาจะเห็นซุ้มประตูทางขึ้นเจ้าพ่อเขาใหญ่ ขวามือจะเป็นศาลเจ้าแม่กวนอิม โดดเด่นในเรื่องเมตตาบารมีสำหรับผู้ที่ได้เคารพกราบไหว้ ใกล้กันเป็นถ้ำนาคราช ซึ่งภายในเป็นถ้ำขนาดไม่ใหญ่มากนักปูด้วยกระเบื้องสะอาดตา ปลายถ้ำมีองค์เทพประทานพรยืนเด่นสง่าอยู่ปลายถ้ำ ในส่วนของซุ้มประตูทางขึ้นศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่สิงห์คู่สีทองอร่ามคอยคุ้มภัยอยู่หน้าทางขึ้น เมื่อรอดพ้นซุ้มประตู กระเช้าสีแดงสดจอดสนิทอยู่ หากตัดสินใจเดินขึ้นเหยียบพื้นปูนหินสีเหลืองสลับเทาขึ้นมา มังกรขนาดใหญ่เกล็ดสีเหลืองอ่อน ครีบเขียวรอยอยู่บนเฆม บนกำแพงสีแดงสด กั้นระหว่างกระเช้ากับทางเดินไว้เด่นชัด หัวมังกรใหญ่เด่นคล้ายอวยพรต้อนรับผู้มากราบไหว้องค์เจ้าพ่อเขาใหญ่ สัตว์อันเป็นสัญลักษญ์แห่งพลังอำนาจและความยิ่งใหญ่ราชาแห่งสัตว์มีเกล็ดทั้งปวงอยู่กับศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่มานานพอควรและได้กลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ผู้คนจดจำถึงศาลแห่งนี้ ตลอดเส้นทางมีราวเหล็กตรงกลางทางเดินขึ้นให้จับจุดแรกทางซ้ายมือเป็นทางเล็กขึ้นไปไหว้พระสังกัจจายน์ และถ้ำปู่ฤาษี เป็นทางเดินขนาดไม่ใหญ่มากนัก


หากขึ้นมาอีกนิดเป็นศาลแปดเซียน อันศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากหินที่นำมาปั้นเซียนทั้งแปดเป็นหินมาจากศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่เป็นส่วนผสมหลัก จึงมีความเชื่อว่าให้โชคในด้านการค้าขาย การลงทุน หน้าที่การงานต่างๆ ชาวจีนให้ความเคารพกันอย่างมาก หลังจากไหว้เสร็จ เดินขึ้นเรื่อยๆ จะพบสิงห์ 2 ตัว มีทางขึ้นไปไม่ใหญ่มาก นั่นคือทางขึ้นไปบนรอยพระพุทธบาท เส้นทางนี้เชื่อมสุดยอดศรัทธาสูงสุดระหว่างศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่กับรอยพระพุทธบาทเข้าไว้ด้วยกันเป็นเส้นทางแสวงบุญที่ควรค่าแก่การเดินฝากรอยเท้าขึ้นไปสู่รอยเท้าอันยิ่งใหญ่แห่งพุทธศาสนา ตลอดเส้นทางผ่านซุ้มลีลาวดี และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ได้กราบไหว้บูชาทั้งสองข้างทาง แนะนำให้เข้าไปศาลเจ้าพ่อเจ้าใหญ่ก่อนถึงกลับมาขึ้นทางนี้ เมื่อย่ำเท้ามาอีกนิดเดียวชายคาองค์ศาลเจ้าพ่อจะอยู่เหนือศรีษะ เตรียมถอดรองเท้าไว้ในที่เก็บจากนั้นขึ้นบันไดหินอ่อนไปไม่กี่ขั้นจะพบศาลของเจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา และไฉ่ซิงเอี๊ย เทพเจ้าแห่งความร่ำรวย รวมทั้งพระสังกัจจายน์ ผู้บันดาลโชคลาภ สติปัญญา และเมตตามหานิยม เข้าไปกราบเป็นปฐมแห่งศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ อีกนิดเดียวจุดจำหน่ายธูปและเทียนจะอยู่เบื้องหน้าคุณ


กิจกรรม


การสักการะบูชาศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่


  1. จุดธูป 25 ดอก คุกเข่าต่อหน้าองค์เจ้าพ่อ กล่าวออกเสียง หรือกล่าวในใจได้ทั้ง 2 อย่าง จากนั้นกล่าวชื่อจริงนามสกุลจริง ขอบารมีเจ้าพ่อเขาใหญ่ให้คุ้มครอง และขอพรจากเจ้าพ่อเขาใหญ่ตามที่ใจต้องการ หรือบนบานในสิ่งที่ประสงค์
  2. การปักธูป เริ่มต้นที่ทางเข้าหน้าประตูองค์ศาล หรือ “มึ่งซึ่ง” ด้านซ้าย 1 ดอก และด้านขวา 1 ดอก
  3. จากนั้นปักที่หน้ากระถางองค์เจ้าแม่ทับทิม จำนวน 3 ดอก แล้วค่อยปักที่กระถางธูปหน้าองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่ จำนวน 3 ดอก แล้วจึงปักที่เจ้าพ่อภูผาอีก 3 ดอก
  4. ต่อมาให้เดินขึ้นไปยังถ้ำศาลเจ้าพ่อเห้งเจีย และปักธูป กระถางหน้าถ้ำเจ้าพ่อเห้งเจีย จำนวน 5 ดอกหรือเรียกว่าไหว้ ฟ้า – ดิน จากนั้นปักหน้าองค์เจ้าพ่อเห้งเจีย 3 ดอก และปักที่กระถางองค์แม่ย่า 3 ดอก แล้วจึงไปปักที่กระถางธูปของปู่ฤาษี อีก 3 ดอก (โดยการวนไปทางขวา)
  5. เมื่อเสร็จสิ้นออกจากถ้ำเจ้าพ่อเห้งเจีย และนำแผ่นทองที่ได้มาไปปิดที่องค์เจ้าพ่อเขาใหญ่ และเติมน้ำมันตะเกียง ภายในถ้ำเจ้าพ่อเขาใหญ่เป็นอันเสร็จพิธี
  6. การขอพรเทพเจ้าและองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่ มีความเชื่อว่าให้คุณในด้านต่างๆ แตกต่างกันไป 


  • มึ่งซึ่ง เทพผู้ดูแลสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นการขออนุญาตเข้าไปสักการะองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่
  • เจ้าแม่ทับทิม เทพธิดาแห่งท้องทะเล ขอพรในการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลให้ปลอดภัย ค้าขายดี
  • เจ้าพ่อภูผา เทพแห่งภูเขา ขอพรความมั่นคงแข็งแรง การประกอบธุรกิจการงานให้ประสบผลดี
  • การไหว้ฟ้าดิน เพื่อขอพรให้ฟ้าดินคุ้มครองและเสริมสร้างความสมบูรณ์พูนสุข ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองตลอดไป
  • เจ้าพ่อเห้งเจีย ขอพรความสำเร็จ ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ การเงินคล่องแคล่วว่องไว อาชีพข้าราชการ และนักธุรกิจนิยมมากราบไหว้เป็นจำนวนมาก
  • ปู่ฤาษี ขอพรเรื่องสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บไม่เบียดเบียน สังเกตบริเวณองค์ศาลเมื่อสำเร็จจะมีการแก้บนด้วยการนำไม้เท้ามาถวายจำนวนมาก ไม้เท้าเหล่านั้นเมื่อมีมากจะนำไปบริจาคผู้ยากไร้ต่อไป


การฝากดวงกับองค์เจ้าพ่อไต้เสี่ยฮุกโจ้ว (เจ้าพ่อเห้งเจีย)


หลายคนมีความเชื่อเกี่ยวกับปีชงและการแก้ปีชง ตามปีนักษัตร ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อและวิจารณญาณของแต่ละบุคคล บางคนมีสิ่งดีๆเกิดขึ้น แต่บางคนก็อาจจะประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก พาให้จิตใจหดหู่ท้อแท้ ทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ดั่งใจ ผู้ที่มาสักการะยังศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่นั้นมักนิยมสะเดาะเคราะห์หรือแก้ปีชง โดยการนำกระดาษสีแดงมาเขียนชื่อ - นามสกุลของตัวเองและครอบครัว เพื่อฝากดวงชะตาของตัวเองไว้กับเจ้าพ่อไต้เสี่ยฮุกโจ้ว (เจ้าพ่อเห้งเจีย) ช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย


การเขียนแผ่นกระดาษสีแดงและติดภายในถ้ำนั้นเริ่มจากความศรัทธาของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ชาวมาเลเซียที่มีความเชื่อว่า เจ้าพ่อไต้เสี่ยฮุกโจ้ว (เจ้าพ่อเห้งเจีย) ได้ไปเข้าฝันว่าหากต้องการจะให้กิจการและชีวิตประสบความสำเร็จนั้น ให้เดินทางมายังศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ณ เกาะสีชังแห่งนี้ พร้อมนำกระดาษสีแดง เขียนชื่อ - นามสกุล ติดไว้ยังผนังหน้ารูปปั้นองค์เจ้าพ่อไต้เสี่ยฮุกโจ้ว (เจ้าพ่อเห้งเจีย) โดยเมื่อชาวมาเลเชียท่านดังกล่าวได้ไปขออนุญาตเจ้าหน้าที่เพื่อติดกระดาษดังกล่าวแล้วและเดินทางกลับไปยังประเทศ พบว่ากิจการค้าประสบความสำเร็จ ชีวิตดีขึ้น จึงเดินทางมานมัสการองค์เจ้าพ่อไต้เสี่ยฮุกโจ้ว (เจ้าพ่อเห้งเจีย) อีกครั้งในปีต่อมา และบอกเล่าสืบต่อกันมาจนตั้งแต่นั้นมา ณ ปัจจุบันท่านจะเห็นกระดาษสีแดง ติดเต็มด้านหน้าภายในถ้ำที่ประดิษฐานองค์เจ้าพ่อไต้เสี่ยฮุกโจ้ว (เจ้าพ่อเห้งเจีย)


วิธีการแก้ปีชง หรือฝากดวงเจ้าพ่อเห้งเจีย


นำใบสีชมพู เขียนชื่อ - นามสกุล วันเดือนปีเกิด เวลาเกิด พร้อมตั้งจิตอธิษฐานโดยในใบสีชมพู มีคำอธิษฐาน “ขออนุภาพเจ้าพ่อเห้งเจียคุ้มครองดวงชะตา ด้วยบารมีอันศักดิ์สิทธิ์ โปรดคุ้มครองให้ปราศจากอุปสรรค สิ่งไม่เป็นมงคล ประสบแต่ความสุข สิริพิพัฒน์มงคล เจริญรุ่งเรือง ไพบูลย์ผล บริบูรณ์ด้วยจตุรพิศพรชัย มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดกาล” จากนั้นนำใบสีชมพูมาปัดตั้งแต่หัวถึงเท้า 13 ครั้ง จากนั้นผู้แก้ปีชงจะได้ใบฮู้สีเหลือง มีรูปเจ้าพ่อเห้งเจียสีแดงติดตัวคุ้มครองต่อไป เป็นอันเสร็จพิธี


ชมพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า


ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ถือเป็นจุดหนึ่งของนักท่องเที่ยว หรือช่างภาพที่ต้องการมาชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า เนื่องจากสามารถมองเห็นบรรยากาศโดยรอบของเกาะสีชังได้ อีกทั้งพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้นนั้นจะมีประภาคารและผืนน้ำของอ่าวสีชังที่มองเห็นได้สุดสายตา ทำให้สามารถถ่ายรูปพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้นเห็นดวงกลมสีทองอำพันในวันที่ฟ้าเปิดได้อย่างสวยงาม ประกอบกับบริเวณกระถางธูปใหญ่ตรงทางออกมาจากถ้ำขององค์เจ้าพ่อเป็นบริเวณที่มีฮวงจุ้ยที่ดีที่สุด มีพลังงานดีอยู่มากผู้ใดได้ไปสัมผัส หรือยืนอยู่จุดนั้นเสริมมงคลให้ตนเองเป็นอย่างยิ่งสำหรับการรับวันใหม่


การแลกขวัญกระเป๋า


การแลกขวัญกระเป๋า หรือการทำเฮง คือการนำเอากระเป๋าสตางค์ของผู้ต้องการทำแลกขวัญกระเป๋าไปลูบที่องค์เจ้าพ่อ เจ้าหน้าที่ของศาลเจ้าเป็นผู้ดำเนินการ พร้อมกับอธิษฐานจิตโดยขอจากองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่ให้เจ้าของกระเป๋าสตางค์ประสบความสำเร็จด้านการค้าการทำงาน กระเป๋าเต็มไปด้วยเงินทองไม่ขัดสนตลอดไป ในส่วนค่าบริการนั้นแล้วแต่ศรัทธาของผู้ทำการแลกขวัญกระเป๋า


การจุดประทัด


การจุดประทัดถวายเจ้าพ่อเขาใหญ่เชื่อกันว่า ทำให้ชื่อเสียงโด่งดังเหมือนกับประทัดที่จุด เกิดผลสำเร็จด้านการงาน อาชีพที่ทำอยู่ โดยนิยมจุดเป็นจำนวน 100 นัด 500 นัด 1,000 นัด แล้วแต่การบนบานสานกล่าวกับองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่


การแก้บน


ขึ้นอยู่กับการบนบานไว้กับองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่ เมื่อสัมฤทธิ์ผลจึงเกิดการแก้บนขึ้น โดยส่วนใหญ่นิยมบนบานด้วย ผลไม้ 5 อย่าง เช่น ส้ม สาลี แก้วมังกร แอปเปิ้ล สับปะรด รวมทั้ง หมู เป็ด ไก่ ตลอดจนประทัดหลายร้อยนัด แต่ท้ายสุดที่นิยมกันมาก คือ ไข่ต้ม ที่ทางเจ้าหน้าที่ของศาลเจ้าบอกว่าร้อยทั้งร้อย ส่วนใหญ่สำเร็จดั่งตามประสงค์


จุดจำหน่ายเครื่องบูชา


  1. ชุดบูชา มี ธูป เทียน แผ่นทอง ราคา 20 บาท ส่วนน้ำมันเติมตะเกียงขวดละ 50 บาท
  2. ชุดแก้บน พวงมาลัยราคา 250 บาท ผ้าสามสีถวายเจ้าพ่อเขาใหญ่ชุดละ 250 บาท
  3. ประทัด 500 นัด ราคา 150 บาท ประทัด 1,000 นัด ราคา 300 บาท ประทัด 2,000 นัด ราคา 500 บาท ประทัด 5,000 นัด ราคา 1,000 บาท ประทัด 10,000 นัด ราคา 1,500 บาท


เทศกาล


      1. ประเพณีรับส้มและปิดฮู้เจ้าพ่อเขาใหญ่ ประมาณก่อนเทศกาลตรุษจีน 2 สัปดาห์ หรือตามฤกษ์ที่เซียนซือกำหนด
      2. ประเพณีไหว้ตรุษจีนตรงกับวันตรุษจีนของทุกปี
      3. ประเพณีนมัสการเจ้าพ่อเขาใหญ่ หรือวันพบองค์เจ้าพ่อเขาใหญ่ 29 ก.พ. หลังเทศกาลตรุษจีน จนกลายเป็นเทศกาลสำคัญมาจนปัจจุบัน


การเดินทาง
 
เส้นทาง ออกจากท่าเรือเลี้ยวขวาแยกทิวไผ่ มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือของเกาะสีชัง 900 เมตร มีป้ายบอกทางไปศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ระยะทางจากท่าเรือเทววงษ์  1.5 กิโลเมตร

02 พระจุฑาธุชราชฐาน (พระราชวัง) ที่อยู่ : ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี 20120

รายละเอียด
    

พระจุฑาธุชราชฐาน ถือเป็นพระราชวังแห่งเดียวในเมืองไทยที่ตั้งอยู่บนเกาะ โดยอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะสีชัง ตรงบริเวณแหลมวัง ระยะทางจากท่าเรือมาตามถนนอัษฎางค์ถึงประตูด้านชลทัศน์สถานประมาณ 1.8 กิโลเมตร โดยด้านหน้าของพระราชฐานซึ่งเป็นด้านตะวันออกและด้านเหนือนั้นเป็นด้านที่จรดทะเล ส่วนด้านหลังจรดที่ราบสูงบนเขา


พระจุฑาธุชราชฐาน เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นในสภาพภูมิประเทศภูเขาหินลาดชัน ตั้งอยู่ริมทะเล ค่อนข้างแห้งแล้ง แต่การออกแบบและก่อสร้างได้แสดงถึงอัจฉริยภาพในการแก้ปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ เกิดขึ้นเป็นพระราชวัง ฤดูร้อนที่งดงามทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรม ที่เป็นตึกหนึ่งถึงสองชั้นก่ออิฐถือปูนแบบตะวันตก ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 และเรือนไม้โปร่ง สะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมเมืองร้อน งานภูมิสถาปัตยกรรมที่ประกอบไปด้วยสวนที่ลัดเลาะไปตามเนินเขา มีการสรรหาพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม เข้ามาปลูกเป็นจำนวนมาก จนสร้างความร่มรื่น เขียวชอุ่มให้แก่พื้นที่ มีการใช้น้ำเป็นองค์ประกอบหลักทำให้เกิดบรรยากาศอันงดงามทั้งภาพและเสียง


พระจุฑาธุชราชฐาน มรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทย


ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีการพัฒนาด้านคมนาคมทางทะเล เพราะเริ่มมีเรือกลไฟขึ้นใช้เป็นครั้งแรก ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมชนกนารถมายังเกาะสีชังบ่อยครั้ง แต่มิได้ประทับแรมบนเกาะ โดยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดที่เกาะสีชัง และได้มีพระราชดำรัสสรรเสริญเกาะสีชังนี้ว่า “...เป็นที่ที่มีอากาศดี ผู้คนที่อยู่อาศัยบนเกาะนี้จึงมีอายุยืน เพราะมิใคร่มีโรคภัยเบียดเบียน....”  
              

จนมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ท่านยังคงเสด็จประพาสฯ เกาะสีชังพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารตามเสด็จฯ เป็นจำนวนมาก จนเมื่อ พ.ศ. 2431 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ช่วงมีพระชนมายุเพียง 3 พรรษา (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) ทรงพระประชวร แพทย์หลวงประจำพระองค์ เห็นว่าควรให้เสด็จประทันอยู่ในที่ซึ่งได้อากาศชายทะเล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ออกประทับรักษาพระองค์ที่เกาะสีชัง อยู่ที่เรือนของหลวง ซึ่งการเสด็จครั้งนี้เป็นการเสด็จโดยกะทันหัน ไม่ทันได้ปลูกสร้างพลับพลาที่ประทับ

 
การเริ่มต้นสิ่งก่อสร้างก่อนจะเป็น “พระจุฑาธุชราชฐาน ณ เกาะสีชัง” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการให้ก่อสร้างตึกขึ้น 3 หลังให้เป็นสถานที่สำหรับผู้ป่วยไปพักฟื้นรักษาตัว ที่เรียกว่า อาศัยสถาน (อาไศรยสฐาน) คือ ตึกวัฒนา ตึกผ่องศรี และตึกอภิรมย์ เมื่อ พ.ศ. 2434 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ (กรมหลวง นครราชสีมา) ทรงประชวรอาการหนักมากเช่นเดียวกันทั้งสองพระองค์ ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสมุทรบุรานุรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ว่าจ้างขุดบ่อขนาดใหญ่สำหรับกักเก็บน้ำฝนให้ราษฎร ใช้สอยบ่อหนึ่ง พระราชทานชื่อว่า บ่ออัษฏางค์ หลังจากที่พระอาการประชวรของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอค่อยๆ บรรเทา


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีโอกาสเสด็จพระราชดำเนินประพาสในที่ต่างๆ บนเกาะสีชัง พร้อมกับการตรวจภูมิประเทศของเกาะอย่างละเอียด และทรงพระราชดำริทำนุบำรุงเกาะนี้ให้เจริญยิ่งขึ้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถาวรวัตถุ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรบนเกาะสีชังและผู้ที่มาพักรักษาตัวที่เกาะสีชัง ตลอดจนพ่อค้าประชาชนทั่วไป โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานอัษฎางค์ ศาลศรีชโลธรเทพ อัษฎางค์ประภาคาร เสาธงอัษฎางค์ และยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนเพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรบนเกาะสีชังหลายสาย เช่น ถนนอัษฎางค์ ถนนวัฒนา ถนนวชิราวุธ ถนนจักรพงษ์ และถนนเสาวภา ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสวนป่า (วะนะ) พระราชทานนามว่า อัษฎางค์คะวัน


ต่อมาในปี พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกหลายแห่ง กล่าวคือ ขยายรั้วค่ายหลวงออกไป สร้างสวนภายในเขตพระราชฐานตกแต่งเนินเขาวังเป็นชั้นๆ สร้างตำหนักใหญ่น้อยอีกหลายหลัง ขุดบ่อสำหรับกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้อาบกิน ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองที่พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ทรงอัญเชิญมาจากพุทธคยาในประเทศอินเดียไว้บนไหล่คยาศิระ แห่งยอดพระจุลจอมเกล้า เพื่อเป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ย้ายวัดอัษฎางนิมิตร ไปสร้างที่เนินเขายอดพระจุลจอมเกล้าด้านทะเล เพราะเป็นที่ใกล้หมู่บ้าน สะดวกแก่พระภิกษุสงฆ์ที่ออกบิณฑบาต


ในการเสด็จประพาสเกาะสีชังครั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ตามเสด็จมาด้วย ทรงพระครรภ์ใกล้ถึงกำหนดประสูติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า เกาะสีชังเป็นเกาะที่มีอากาศดี ตั้งอยู่ชายทะเลควรตั้งพระราชฐานให้มั่นคง เพื่อเป็นที่ประทับในฤดูร้อนต่อไปเกาะสีชังคงเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศเพราะเป็นท่าเรือ มีเรือสินค้า จากต่างประเทศแวะจอดรับส่งสินค้าเป็นจำนวนมาก พระราชฐานที่เกาะนี้ย่อมจะเป็นพระราชฐานที่สำคัญแห่งหนึ่ง การประสูติพระเจ้าลูกยาเธอที่นี่ก็ไม่น่ารังเกียจอันใด
จนกระทั่ง วันที่ 5 กรกฎาคม ร.ศ. 111 ตรงกับ พ.ศ. สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระราชเทวี ประสูติพระราชกุมาร ณ พระตำหนักมรกฎสุทธ์ ในพระราชฐานนี้ มีการสมโภช 3 วัน ตามขัตติยราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชฐานนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 72 ในระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และองค์ที่ 9 ในสมเด็จ พระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในระหว่างนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เร่งรีบทำการก่อสร้างสถานที่ต่างๆ ในเขตพระราชฐาน เพื่อให้ทันการสมโภชเดือนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ วันที่ 8 - 10 สิงหาคม พ.ศ. 2435


ชื่อพระราชวัง  “พระจุฑาธุชราชฐาน”  จึงมาจาก ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2435 อันเป็นวาระพระราชพิธีการสมโภชเดือนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานชักธงแสดงนามพระราชฐานซึ่งพระราชทานโดยนิยมตามพระนามซึ่งจะพระราชทานแด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ โดยทรงพระราชทานนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลกฯ พระราชทานนามพระราชฐานว่า "พระจุฑาธุชราชฐาน"


จนกระทั่งช่วงวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ไทยต้องเผชิญกับภัยของจักรวรรดินิยม ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องเสด็จกลับก่อนกำหนด ในครั้งนั้นฝรั่งเศสใช้เรือปืนปิดล้อมอ่าวไทยและเกิดปะทะกันขึ้นที่ปากอ่าวไทย ทำให้เกาะสีชังเป็นที่ไม่ปลอดภัย ในการสู้รบครั้งนั้น ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายได้เปรียบประกาศปิดอ่าวไทย พร้อมทั้งส่งทหารฝรั่งเศสหมวดหนึ่งขึ้นยึดเกาะสีชัง จึงทำให้การก่อสร้างพระที่นั่งและตำหนักต่างๆ ภายในเขตพระจุฑาธุชราชฐานต้องหยุดชะงักลง
               

จากนั้น พระจุฑาธุชราชฐาน กลายเป็นสถานที่ราชการต่างๆ เช่น ที่ว่าการกิ่งอำเภอเกาะสีชัง โรงเรียนประชาบาล ที่ทำการไฟฟ้า ไปรษณีย์โทรเลข บ้านพักราชการ และเคยถูกใช้เป็นสถานีลำเลียงเสบียงของทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้พระจุฑาธุชราชฐานอยู่ในสภาพทรุดโทรม และมีการสร้างอาคารซ้อนทับโบราณสถาน ในปี พ.ศ. 2521 รัฐบาลฯ ในขณะนั้น จึงมีมติให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้ามาดูแลพื้นที่อันเนื่องเป็นที่ดินราชพัสดุ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา โดยร่วมกับกรมศิลปากรดำเนินการบูรณะปรับปรุงพระราชฐานแห่งนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ต่อมาได้ดำเนินการจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2547


สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าภายในเขตพระจุฑาธุชราชฐาน


สิ่งปลูกสร้างภายในเขตพระจุฑาธุชราชฐานนั้น แสดงให้เห็นถึงมรดกวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ในส่วนของอาคารที่ยังคงเหลืออยู่ 5 หลัง ประกอบด้วย เรือนไม้ริมทะเล ตึกผ่องศรี ตึกอภิรมย์ ตึกวัฒนา และพระอุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตร มีสระ บ่อ ธาร พุ น้ำตก บันได สวน ถ้ำและทางเดิน ซึ่งมีแต่ชื่อพระราชทานที่คล้องจ้องไพเราะ  


พระที่นั่ง 4 องค์


  1. พระที่นั่งโกสีย์สุภัณฑ์
  2. พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์
  3. พระที่นั่งโชติรสประภาต์
  4. พระที่นั่งเมขลามณี


ตำหนัก 14 ตำหนัก


  1. ตำหนักวาสุกรีก่องเก็จ
  2. ตำหนักเพชร์รยับ
  3. ตำหนักทับทิมสด
  4. ตำหนักมรกฎสุทธ์
  5. ตำหนักบุศราคำ
  6. ตำหนักก่ำโกมิน
  7. ตำหนักนิลแสงสุก
  8. ตำหนักมุกดาพราย
  9. ตำหนักเพทายใส
  10. ตำหนักไพฑูรย์กลอก
  11. ตำหนักดอกตะแบกลออ
  12. ตำหนักโอปอล์จรูญ
  13. ตำหนักมูลการะเวก
  14. ตำหนักเอกฟองมุก


ศาลา 1 ศาลา


  • ศาลาหมอกมุงเมือง


สระ 3 สระ


  1. สระเทพนันทา
  2. สระมหาโนดาดต์
  3. สระประพาศชลธาร


บ่อ 13 บ่อ


  1. บ่อเชิญสรวล
  2. บ่อชวนดู
  3. บ่อชูจิตร
  4. บ่อพิศเพลิน
  5. บ่อเจริญใจ
  6. บ่อหทัยเย็น
  7. บ่อเพ็ญสำราญ
  8. บ่อศิลารอบ
  9. บ่อขอบก่อ
  10. บ่อล้อหอย
  11. บ่อน้อยเขา
  12. บ่อเสาเหมือนคู่
  13. บ่อดูเหมือนต่อ


พระจุฑาธุชราชฐาน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงเป็นพระราชวังฤดูร้อนบนเกาะกลางทะเล ที่มีอายุเก่าแก่ร้อยกว่าปี อันเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ที่ส่งต่อให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้เกิดการเรียนรู้ทางด้านเศรษฐกิจการคมนาคมทางเรือของไทย การเมืองการปกครองของไทยในยุคสมัยนั้น  ท่ามกลางความโดดเด่นทางด้านทางสถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตยกรรมที่งดงามและทรงคุณค่า อันสะท้อนถึงสายพระเนตรของพระมหากษัตริย์ไทยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อราชวงค์และพสกนิกรของพระองค์  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระจุฑาธุชราชฐาน และสาธารณสถานต่างๆอันเป็นการพัฒนาในทุกแง่มุมบนเกาะสีชัง ไม่ว่าจะเป็น ด้านสาธารณูปโภค ด้านเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ชาวเกาะสีชังได้สุขสบายตราบจนทุกวันนี้    

                                    
กิจกรรม


  1. วันปิยะมหาราช ณ ลานพระบรมรูปรัชกาลที่ ๕ พระจุฑาธุชราชฐาน เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อชาวเกาะสีชังในด้านต่างๆ
  2. โครงการอบรมยุวมัคคุเทศก์ ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติเกาะสีชัง และพระจุฑาธุชราชฐาน อันเป็นการเรียนรู้ และปลูกจิตสำนึกที่ดีให้แก่เยาวชน
  3. กิจกรรมวันวิสาขะบุณมีกิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชาเพื่อเป็นการฟื้นฟูกิจกรรมที่เคยเกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 5 ประทับอยู่ ณ พระจุฑาธุชราชฐาน โดยมีการประดิษฐ์โคมวิสาขะรูปต่างๆ เพื่อประกวด อันเป็นการร่วมเผยแพร่และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย
  4. วันคล้ายวันสถาปนาพระจุฑาธุชราชฐานเกาะสีชัง ในวันที่ 10 สิงหาคมของทุกปี เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างพระจุฑาธุชราชฐานและสาธารณสถานต่างๆ ขึ้น
  5. งานรำลึก 100 ปี ชาวเกาะสีชัง ภายในพระจุฑาธุรราชฐาน


สำหรับเพื่อการพาณิชย์


  • เว็ดดิ้งหรือถ่ายแฟชั่น 1,000 บาท/วัน
  • MV , ภาพยนตร์ และโฆษณา 10,000 บาท/วัน 


ข้อควรระวัง


  1. ห้ามนำสุรา ของมึนเมาเข้ามาดื่มภายในพระจุฑาธุชฐาน
  2. ห้ามเข้ามาขายของภายในพระจุฑาธุชราชฐาน
  3. ห้ามตกปลา ปลาหมึก ภายในพระจุฑาธุชราชฐาน
  4. โปรดแต่งกายสุภาพในการเข้าชม
  5. ห้ามใส่ชุดว่ายน้ำลงเล่นน้ำทะเล และนอนอาบแดด


อื่นๆ


ค่าเข้าชม : ฟรี


การเดินทาง

เส้นทาง จากท่าเรือเทววงษ์มุ่งหน้ามาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เลี้ยวซ้ายแยกทิวไผ่ ตรงมาตามทางระยะทางจากท่าเรือเทววงษ์ถึงพระจุฑาธุชราชฐาน 1.8 กิโลเมตร      

03 อ่าวอัษฏางค์ (หาดถ้ำพัง) ที่อยู่ : ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี

    อ่าวอัษฎางค์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า หาดถ้ำพัง โดยคำว่าอ่าวนั้นมีลักษณะเป็นเวิ้งน้ำและเว้าโค้ง ส่วนคำว่าหาดนั้นคือเนินที่ลาดเอียงลงไปในน้ำและมักเป็นเนินทราย หาดถ้ำพังจึงเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวอัษฎางค์ แต่ถูกเรียกโดยรวมและเข้าใจตรงกันว่าทั้งสองชื่อนี้เป็นสถานที่เดียวกัน ชายทะเลแห่งนี้นับรวมถึงปลายแหลมสิ่งต่างในรัศมีสายตาเมื่อเรายืนมองอยู่บนหาดชายหาดของที่นี่สามารถเล่นน้ำและทำกิจกรรมทางน้ำได้ดีที่สุดบนเกาะสีชัง


    สำหรับชื่อ "อ่าวอัษฎางค์" นั้นสันนิษฐานว่า เป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชื่อชายหาดแห่งนี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ที่ทรงประชวรและเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับเกาะสีชัง จนมีพระอาการดีขึ้นในเวลา 1 เดือน สังเกตได้จากสิ่งก่อสร้าง ที่โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสถานที่ต่างๆ ทั้งพระที่นั่ง ตำหนัก สระ บ่อ ธารน้ำ รวมถึงหน้าผา ฯลฯ จึงกล่าวได้ว่าอ่าวแห่งนี้มีความงดงามด้วยเม็ดทรายที่ขาวละเอียด ทอดตัวอวดโฉมมาแต่ครั้งอดีตจวบจนปัจจุบัน ตั้งอยู่ทางตะวันตกค่อนมาทางใต้ของเกาะสีชัง  ในส่วนของชื่อที่มาของ "หาดถ้ำพัง" จากการสอบถามคนเฒ่าคนแก่เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งที่นี่เคยมีถ้ำที่พังตัวลงมาบริเวณชายหาดนั้นเองชาวบ้านจึงขนานนามกันว่าถ้ำพัง และเรียกรวมชายหาดแห่งนี้ว่าชายหาดถ้ำพัง แต่เป็นชายหาดที่มีความโค้งสวยงาม ทางเหนือของหาดมีแหลมถ้ำพัง ทางใต้เรียกว่าแหลมตุ๊กตา ล้วนเป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์ที่งดงามแปลกตาและมีความเฉพาะตัวในส่วนของแหลมถ้ำพัง เป็นจุดที่นักตกปลานิยมไปตกปลา และยังเป็นอีกหนึ่งจุดในการชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม และยังได้รับความนิยมจากคู่รักในการรับมนต์เสน่ห์ของดวงอาทิตย์อัสดง ความโรแมนติกที่ยากจะอธิบายเพียงแต่ปล่อยอารมณ์แล้วลองมาชมด้วยตัวเอง


รายละเอียดสถานที่


    หาดทรายโค้งสวยงาม เม็ดทรายขาวละเอียด น้ำทะเลสีครามใส พื้นทรายในทะเลลาดเอียงลงเหมาะสมกับการเล่นน้ำ ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวเพราะเท้าสามารถสัมผัสพื้นทรายในระดับน้ำลึกได้ตลอด สุดสัปดาห์จึงพบเห็นครอบครัวมาพักผ่อน ณ หาดถ้ำพังเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เช้าจรดเย็นกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นบนหาดทรายและชายทะเลหลากหลาย บริเวณด้านเหนือทั้งหัวและท้ายหาดเป็นหินสลับทราย ช่วงเวลาน้ำขึ้นมองจากมุมสูงลงมาท้องน้ำเบื้องล่าง ความใสสะอาดน้ำทะเลสีครามสะท้อนผืนน้ำทะลุสีฟ้าครามงามสุดบรรยาย หาดถ้ำพังสะกดนักท่องเที่ยวที่รักสายลมแสงแดดให้อยู่กับชายหาดแห่งนี้ได้ตลอดวัน ด้วยร้านค้าและกิจกรรม ตั้งแต่เช้าจรดเย็นยิ่งมากันเป็นหมู่คณะหรือครอบครัว หาดถ้ำพังตอบสนองได้ทุกความต้องการของคนรักทะเล ชีวิตกลางแจ้งของชายหาดในช่วงเช้ากับร้านอาหารที่มีหลากหลายให้เลือกรับประทาน ทั้งด้านบนเชิงเขา หรือเตียงผ้าใบริมชายหาดเริ่มให้บริการกันแต่เช้าตรู่ ทั้งเล่นน้ำทะเลกิจกรรมชายหาด สายๆ หน่อยรับเครื่องดื่มเย็นๆ สักแก้ว นอนเตียงผ้าใบกับหนังสือดีๆ สักเล่ม ช่วงพักเที่ยงชิมส้มตำ และยำประเภทต่างๆ รสชาติจัดจ้าน บ่ายคล้อยน้ำปั่นสักแก้วกับรสชาติอันลงตัว เสิร์ฟพร้อมบริการนวดชายหาดและการตอกเส้นที่จะทำให้นอนชิวชมวิวทะเลจมหายไปกับวันพักผ่อนอันมีค่า ตกเย็นเล่นน้ำอีกครั้ง พร้อมที่จะหมดวันกับการชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าสวยที่สุดจุดหนึ่งของเกาะแห่งความรัก ณ ชายหาดถ้ำพัง


ร้านอาหารและบริการ

  1. ร้านอาหารตามสั่ง, ส้มตำ น้ำตก
  2. ร้านยำต่างๆ
  3. ร้านน้ำปั่นผลไม้หลายชนิด
  4. ร้านน้ำแข็งใส
  5. ร้านผลไม้สด
  6. ร้านกาแฟและเครื่องดื่ม
  7. ร้านขายของที่ระลึก
  8. บริการนวดบริเวณชายหาด
  9. บริการห้องพัก
  10. เรือตกปลา คันเบ็ดพร้อมเหยื่อ


กิจกรรม


  • การตกปลา อ่าวอัษฎางค์ยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าใจเพราะทั้งบริเวณหัวหาดท้ายหาด โขดหินหาดทราย ซอกมุมหินต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นชัยภูมิที่ตั้งอันเหมาะสมในการตกปลา กระแสน้ำบริเวณรอบเกาะสีชังมีความเหมาะสมสำหรับการตกปลาเป็นอย่างมาก ยิ่งเป็นการตกปลาที่ทัศนียภาพที่งดงามรวมทั้งแหล่งปลาที่ชุกชุม พรานเบ็ดสมัครเล่นย่อมสร้างความเพลิดเพลินกับกีฬากลางแจ้งท้าท้ายความอดทนสติปัญญาในการที่เอาชนะปลาอ่าวแห่งนี้ หากต้องการเช่าเหมาลำเรือออกไป สามารถติดต่อเรือได้ ทั้งกลางวันและกลางคืน มีบริการหาเหยื่อ เช่าคันเบ็ดตกปลาพร้อมเสร็จสรรพ
  • การพายเรือคายัค ชมความสวยงามและสมบูรณ์ทางธรรมชาติอ่าวอัษฎางค์ หาดถ้ำพัง แหลมถ้ำพัง การพายเรือในขณะเวลาตะวันยอแสงลับหาไปไหนทะเลเกินบรรยายที่ชายหาดถ้ำพัง ครบทุกคุณสมบัติของการพักผ่อนด้วยเรือคายัคเข้าถึงทุกรายละเอียด น้ำ ฟ้า ฝั่ง อย่างลงตัว
  • การนวดผ่อนคลายบริเวณเตียงผ้าใบ พิเศษสุดกับการตอกเส้นด้วยไม้ ใช้การสั่นสะเทือนจากไม้เข้าสู่ร่างกายผ่อนคลายกับนวดไทย
  • เล่นน้ำ, อาบแดด ให้เวลากับวันพักผ่อนที่อ่าวอัษฎางค์ ชายหาดที่โค้งเว้าเข้ารูปพระจันทร์เสี้ยว พื้นที่เหมาะสมด้วยความโล่งกว้าง เปิดรับสายลม แสงแดด สร้างสมดุลให้ชีวิตอย่างลงตัว
  • บานาน่าโบ๊ท ให้บริการในทุกวันหยุด และวันที่นักท่องเที่ยวมีจำนวนมาก ตื่นเต้น เร้าใจ ฮา กับการเทกระจาดทิ้งของบานาน่าโบ๊ท ออกกำลังกาย ได้ความสนุก ชมทัศนียภาพของเวิ้งอ่าวในมุมที่ไม่ค่อยมีคนได้สัมผัส


ระยะทาง


    ระยะทางจากท่าเรือเทววงษ์ 2.6  กิโลเมตร

    

ข้อควรระวัง


    ไม่ควรเล่นน้ำโดยลำพัง กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน พยายามตั้งสติ เรียกผู้พบเห็น


การเดินทาง

  • เส้นทางที่ 1   จากท่าเรือเทววงษ์มาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เลี้ยวซ้ายแยกทิวไผ่ไปทางทิศใต้ ประมาณ 1.6 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้าย ไปอีก 1 กิโลเมตร ไปทางหาดถ้ำพัง มีป้ายบอกตลอดทาง ระยะทางจากท่าเรือเทววงษ์ 2.6  กิโลเมตร
  • เส้นทางที่ 2   จากท่าเรือเทววงษ์มาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เลี้ยวขวาแยกทิวไผ่ 110 เมตร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนมหาใจภักดิ์ขับตรงไป 400 เมตร เลี้ยวขวาอีกครั้ง เลี้ยวขวาเข้าถนนอาภากร 1.3 กิโลเมตร และเลี้ยวซ้าย 120 เมตร ถึงหาดถ้ำพัง ริมชายหาดมีห่วงยาง บานาน่าโบ๊ท เพื่อบริการนักท่องเที่ยว ได้ชื่นชมความสวยงามของชายหาด และให้ความรู้สึกตื่นเต้น เร้าใจ กับกิจกรรมสุดท้าทายในทุกวันหยุด


ข้อควรระวัง


    ไม่ควรเล่นน้ำโดยลำพัง กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน พยายามตั้งสติ เรียกผู้พบเห็น

04 แหลมจักรพงษ์ (ปลายแหลมถ้ำพัง) ที่อยู่ : ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี 20120

รายละเอียด


       เกาะสีชังมีแหลม 4 แห่ง และแหลมจักรพงษ์ ถือเป็น 1 ใน 4 ของเกาะสีชัง ซึ่งตั้งอยู่ช่วงกลางของเกาะสีชังทางด้านทิศตะวันตก ถนนที่ไปยังแหลมเป็นเส้นทางที่คดเคี้ยวแต่สวยงาม ไฮไลท์สำคัญเมื่อเดินทางไปถึงคือ ด้วยความที่เป็นยอดเขาสูงจึงสามารถมองเห็นความงามของอ่าวอัษฎางค์หรือที่เรียกว่าหาดถ้ำพังได้เป็นอย่างดี เพราะอยู่ทางด้านเหนือของอ่าวอัษฎางค์  


       แต่เดิมแล้ว แหลมจักรพงษ์ถูกเรียกขานในนามว่า "แหลมถ้ำพัง" ด้วยความรักที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีต่อเกาะสีชัง จึงพระราชทานสถานที่ต่างๆ บนเกาะสีชังให้มีชื่อนามที่งดงามทางภาษาไทย จึงเป็นที่มาของชื่อ “แหลมจักรพงษ์”


       ลักษณะทางธรณีวิทยาของแหลมจักรพงษ์นั้น เป็นแหลมเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยพรรณไม้นานาพันธุ์ ในฤดูฝนจะมีสีเขียวชอุ่ม สวยงาม ในทางกลับกันในช่วงฤดูร้อนบริเวณนี้จะแปรเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าสีทองที่สวยงามไม่แพ้กัน บริเวณริมฝั่งของแหลมจะมีโขดหินน้อยใหญ่จำนวนมาก มีผาหินที่ยื่นออกสู่ทะเลกลายเป็นความสวยงามทางธรรมชาติที่ไม่อาจละสายตาได้ และบริเวณนี้เองถือเป็นแหล่งชุกชุมของปลาทะเลที่สวยงามหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของนักตกปลาอย่างมาก บริเวณปลายแหลมจักรพงษ์ มีศาลาพักร้อนสร้างเป็นรูปกระโจมมุงกระเบื้องที่ออกแบบได้อย่างกลมกลืนกับบรรยากาศสบายๆ บริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี “แหลมจักรพงษ์” ได้ชื่อว่าเป็นอีกแห่งหนึ่งที่เหมาะกับการชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สุดแสนโรแมนติก แห่งหนึ่งอีกด้วย 


       นักต่อนักที่ถวิลหาความงาม ณ แหลมจักรพงษ์ ยลโฉมซอกมุมหินอันพิลึกพิลันตามแต่จะจินตนาการที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องล่าง ลงเดินและเพื่อค้นหาคำตอบความหมายของปลายแหลม เมื่อพร้อมด้วยร่างกาย หันซ้ายไปตามทางเล็กๆ ไต่ลงไปด้วยความสนุกตามหลืบลึกมีแสงจากทางใด ให้ไปทางนั้นเรื่อยๆ จนกว่าจะพบองค์พระกลางถ้ำ จากนั้นปีนป่ายไปต่อได้ตามกำลังความซุกซน  ในท่ามกลางหินรูปร่างต่างๆ ที่รายล้อมขณะคุณปีนพ้นขึ้นมายังพื้นดิน ห้วงนั้นจะทำให้รู้ได้ด้วยตัวเองว่า แหลมจักรพงษ์ เกาะสีชัง ได้อำพรางซ่อนเร้นความประทับใจไว้อีกมาก นั่งพักเหนื่อยใจลอยบนแหลม รับลมชมวิวออกเดินสำรวจบริเวณใกล้ๆ แหลมจักรพงษ์ก่อนทิ้งความประทับใจไว้เบื้องหลัง สิ่งที่ตกค้างในอารมณ์คงไม่พ้นคำว่า "รัก"


กิจกรรม


  1. จุดถ่ายภาพพาโนรามาที่สวยงาม
  2. ชมพระอาทิตย์ตกดิน
  3. ไต่ผาหินลงไปชมความงามของถ้ำต่างๆ
  4. เรียนรู้วิถีชีวิตชาวเกาะสีชัง ผ่านกิจกรรมตกปลาที่ปลายแหลม


ข้อควรระวัง


  1. ระมัดระวังขณะการปีนป่าย
  2. ไม่ควรทิ้งขยะและรักษาความสะอาด


การเดินทาง


  • เส้นทางที่ 1 จากท่าเรือเทววงษ์มาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เลี้ยวซ้ายแยกทิวไผ่ไปทางทิศใต้ ประมาณ 1.6 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้าย ไปอีก 1 กิโลเมตร ไปทางหาดถ้ำพัง มีป้ายบอกตลอดทาง ระยะทางจากท่าเรือเทววงษ์ 3.3 กิโลเมตร
  • เส้นทางที่ 2 จากท่าเรือเทววงษ์มาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เลี้ยวขวาแยกทิวไผ่ 110 เมตร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนมหาใจภักดิ์ ตรงไป 400 เมตร เลี้ยวขวาอีกครั้ง เลี้ยวขวาเข้าถนนอาภากร 1.3 กิโลเมตร และเลี้ยวซ้าย 120 เมตร จึงถึงหาดถ้ำพัง
05 สะพานท่าเทียบเรือท่องเที่ยวเกาะสีชัง (ท่ากลาง) ที่อยู่ : ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี 20120

รายละเอียด


จัดสร้างโดย กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2544 เรียกอีกชื่อว่าท่ากลาง


รายละเอียดสถานที่


เป็นสะพานที่จอดเรือในช่วงน้ำลงประมาณเดือนมีนาคม - เมษายน เพราะที่ท่าล่าง จะไม่สามารถจอดเรือได้ ตัวสะพานทอดยาวตกแต่งด้วยโคมไฟรูปมังกรตลอดเส้น เป็นจุดถ่ายรูปที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งเพราะมองเห็นสะพานท่าเรือได้กว้างโดยเฉพาะช่วงเย็นจะคึกคักเป็นพิเศษและยังเป็นที่สำหรับตกปลาหรือหมึกในช่วงเย็นๆ บางครั้งจะมีเรือนำเที่ยวของบางบริษัทจอดอยู่ เป็นท่ากลางที่เทียบเรือใหญ่ได้


การเดินทาง
 
ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวอยู่ระหว่างท่าล่างหรือท่าเทววงษ์กับท่าบนหรือท่าภาณุรังษี

06 รอยพระพุทธบาท ที่อยู่ : ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี

รายละเอียด


รอยพระพุทธบาทเกาะสีชัง เป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งของประเทศไทย ความศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาสูง ใต้ร่มเงาพุทธศาสนา ณ ไหล่คยาศิระ มณฑปสีขาวบริสุทธิ์ สัญลักษณ์แห่งศรัทธาที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงสร้างไว้ให้กับเกาะอันเป็นที่รัก ปัจจุบันเด่นตระหง่านเป็นมงคลแก่ผู้พบเห็น หลักชัยสมัยพุทธกาลเกิดขึ้นบนเกาะสีชัง ในปี พ.ศ. 2435 โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ทรงได้ศิลารอยพระพุทธบาทโบราณมาจากพุทธคยา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดให้เชิญรอยพระพุทธบาทนั้น ขึ้นประดิษฐาน ณ ไหล่เขายอดพระจุลจอมเกล้า เพื่อเป็นศูนย์กลางการสรรเสริญพุทธศาสนาเกาะสีชัง ในครั้งนั้นโปรดเกล้าฯ ให้จัดเป็นงานพิธีหลวง ทรงเป็นองค์ประธานในการประกอบพิธีสงฆ์และโปรดฯ ให้สมโภชรอยพระพุทธบาท ในวันที่ 28 – 30 เมษายน พ.ศ. 2435 พร้อมกับพระราชทานชื่อไหล่เขาที่มาประดิษฐานรอยพระพุทธบาทว่า “ไหล่คยาศิระแห่งยอดเขาพระจุลจอมเกล้า”

       

โดยสามารถอ้างอิงจาก หนังสือนิทานโบราณคดี ที่มีความตอนหนึ่งกล่าวถึง การได้ศิลารอยพระพุทธบาทเกาะสีชัง ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดังนี้


“ฉันพบศิลาจำหลักเป็นรอยพระพุทธบาทเบื้องขวา ขนาดยาวสักศอกเศษ อยู่ที่วัดพุทธคยาแผ่นหนึ่ง สังเกตดูเป็นของเก่ามาก น่าจะสร้างมาแต่ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช หรือแม้ภายหลังก็ไม่ช้านัก ด้วยมีหลักฐานปรากฎอยู่เป็นสำคัญว่า เมื่อก่อน พ.ศ. 500 ที่ในอินเดีย ห้ามมิให้ทำพระพุทธรูป เจดีย์สถานต่างๆ ที่ทำลวดลายจำหลักศิลาเป็นเรื่องพระพุทธประวัติ ตรงไหนที่จะต้องทำพระพุทธรูป ย่อมทำเป็นรูปของสิ่งอื่นแทน พระรูปตอนก่อนตรัสรู้มักทำเป็นรอยพระบาท ตรงเมื่อตรัสรู้มักทำเป็นรูปพุทธบัลลังก์กับต้นโพธิ์ ตรงเมื่อทรงประกาศ ศาสนาทำเป็นรูปจักรกับกวาง ตรงเมื่อเสด็จพระนิพพานทำเป็นรูปพระสถูป จนล่วงพระพุทธกาลกว่า 500 ปีแล้ว พวกโยนก (ฝรั่งชาติกรีกที่มาเข้ารีตถือพระพุทธศาสนา) ชาวคันธารราฐทางปลายแดนอินเดียวด้านตะวันตกเฉียงเหนือ คิดทำพระพุทธรูปขึ้น แล้วชาวอินเดียชนชาติอื่นเอาอย่างไปทำบ้าง จึงเป็นเหตุให้เกิดมีพระพุทธรูปสืบมา รอยพระพุทธบาทนั้นคงเป็นของสร้างขึ้นบูชาแทนพระพุทธเจ้า แต่ในสมัยเมื่อยังไม่มีพระพุทธรูป ฉันออกปากขอมหาพราหมณ์มหันต์ ก็ให้โดยเต็มใจ จึงมาถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงอีกสิ่งหนึ่งรอยพระพุทธบาทนั้นโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานไว้ในมณฑปบนยอดเขาพระจุลจอมเกล้าที่เกาะสีชัง จากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญรอยพระพุทธบาทขึ้นไปประดิษฐาน ณ ไหล่เขายอดพระจุลจอมเกล้าไว้เป็นที่สักการบูชาแก่บรรดาผู้ที่เป็นผู้นับถือพุทธศาสนา”


รายละเอียดสถานที่


ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะสีชัง มีลักษณะเป็นป่ารกเรื้อทั้งสองข้างทาง เมื่อขึ้นสูงไปเรื่อยๆ ภาพขวามือเป็นวิวชุมชน สะพานปลา ท่าเรือ และประภาคาร ฯลฯ เด่นชัดขึ้นเต็มตาด้วยท้องน้ำผืนใหญ่ระยิบระยับสะท้อนภาพวิถีชีวิตเกาะสีชังได้เป็นอย่างดี หันด้านซ้ายเจอไม้ยืนต้นไม้พุ่มรกเรื้อสีเขียวขจี สลับทิวต้นหญ้าท้าท้ายให้มือไปสัมผัส ก่อนถึงลานจอดมอเตอร์ไซค์มีอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว คือถ้ำจุลจอมเกล้า ชั่วครู่จึงถึงจุดจอดรถมีร้านขายธูปเทียนมาลัยขนาดย่อมให้บริการ  หากมองทางขึ้นไปรอยพระพุทธบาท จะมีทางวิถีที่นำขึ้นมาอยู่ด้านขวามือเป็นทางปูนเก่าเข้มขลัง เส้นทางนี้สามารถเดินมาจากศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ แต่ครั้งอดีตเมื่อขึ้นไปบนมณฑปอาณาเขตสีขาว  ราวจับที่เด่นชัดรายรอบรอยพระพุทธบาท สร้างอยู่เหนือก้อนหินขนาดใหญ่ใช้แทนอิฐก่อสูงฉาบด้วยปูนแกร่ง ท้าท้ายสายลมและแสงแดดยามเช้าเพิ่มความงามสะอาดตา ด้านบนแบ่งออกเป็น 3 สถานที่ภายในบริเวณเดียวกัน เชื่อมกันด้วยพื้นแผ่นปูนแข็งแรงปูด้วยกระเบื้องสีน้ำตาลเข้ม แบ่งทั้ง 3 แห่งด้วยหลังคาแยกจากกันอย่างชัดเจน ในส่วนมณฑปสีขาวสูงสุดเป็นที่สถิตย์รอยพระพุทธบาทจำลอง แท่นศิลาพร้อมกระถางธูปสำหรับการสักการะ พร้อมแผ่นพระคาถาบูชา ส่วนหลังคาศาลาสีขาวยาวสุดด้านซ้ายมือ ภายในมีองค์พระพุทธรูปประธานเพื่อการกราบไหว้บูชาทำพิธีทางศาสนา อีกหนึ่งสถานที่คือ มณฑปด้านขวาเป็นหอระฆัง เมื่อมีการตีส่งสัญญาณระฆังออกไป รอยพระพุทธบาทแห่งนี้จึงสมบูรณ์ถึงพร้อมยืนยันสถานที่แห่งนี้เป็นพุทธภูมิ ที่ยังมีการแสวงบุญผู้เคารพศรัทธาได้ขึ้นมากราบไหว้


ว่ากันว่า เมื่อเดินขึ้นถึงมณฑปด้านบนรอยพระพุทธบาททุกคนล้วนตะลึงภาพเบื้องหน้าคล้ายมนต์สะกด หากบอกว่าภาพระหว่างทางขึ้นมานั้นสวยแล้ว เชื่อเถอะว่าภาพวิวบนรอยพระพุทธบาทนั้นสวยกว่า สมองของเราจะบันทึกความงดงามนั้นอัตโนมัติ ทุกครั้งที่หลับตาและนึกถึงเกาะสีชัง ภาพนี้จะปรากฎขึ้นเป็นภาพประทับใจนิ่งสงบอยู่ในใจ...


ทางเดินขึ้นมณฑปรอยพระพุทธบาท


สำหรับทางเดินขึ้นมณฑปรอยพระพุทธบาท หากมองเป็นในแง่มุมของการเดินเท้าขึ้นไปยังยอดเขาพระจุลจอมเกล้า คงกล่าวได้ว่ามณฑปสีขาวแห่งนี้คล้ายดังสถานที่หย่อนใจให้หายเหนื่อย ระหว่างเส้นทางขึ้นสู่ปลายยอดเขา ซึ่งสามารถขึ้นได้ 3 ทาง ดังนี้


  1. เส้นทางนี้นักท่องเที่ยวนิยมเดินขึ้น หลังจากที่เดินทางไปนมัสการเจ้าพ่อเขาใหญ่ เนื่องจากเป็นเส้นทางเดินเชื่อมผ่านก่อนขึ้นสู่ศาลพระสังกัจจายน์ สังเกตสิงห์คู่ด้านหน้าทางขึ้นก่อนเข้าสู่ชายคาของศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ โดยมีความเชื่อว่าเมื่อได้เข้ากราบไหว้ขอพรเชื่อว่าให้ลาภผลพูนทวีแก่ผู้เดินทาง ต่อมาคือ ถ้ำหลวงปู่ฤาษี เมื่อได้เข้ากราบไหว้ขอพรทำบุญเชื่อว่าให้ผลเรื่องสุขภาพร่างกายเป็นยิ่งนัก ต่อไปคือ องค์พระพุทธรัตนะปกป้องไทย เป็นจุดสุดท้ายก่อนถึง รอยพระพุทธบาท โดยตลอดระหว่างทางขึ้นจะเป็นซุ้มต้นไม้ลีลาวดีสลับไม้พื้นถิ่น ทำให้ในฤดูที่ ลีลาวดีออกดอกงามสะพรั่ง ทางปูนซีเมนต์ขนาดพอดีจึงเป็นที่รับการล่วงหล่นของดอกไม้งามประจำเกาะสีชัง เส้นทางบันไดทั้งหมด 336 ขั้นนี้ สูงประมาณ 268 เมตร เปี่ยมด้วยกุศลอันแรงกล้าและอิ่มบุญสดชื่น เมื่อถึงปลายทางโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์
  2. เส้นทางประวัติศาสตร์พระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 ในการเสด็จพระราชดำเนินขึ้นเป็นองค์ประธานใน  การประกอบพิธีสงฆ์ และ โปรดให้จัดงานสมโภชในครั้งนั้น โดยทางเดินขึ้นเส้นทางนี้อยู่เลยซุ้มศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ด้านขวามือ มีลักษณะเป็นปูนดิบกว้างพอสวนกันได้ ด้านล่างทางขึ้นมีหัวเสาให้เห็นร่องรอยอนุสรณ์ทาง  เสด็จพระราชดำเนิน ครั้งอดีต จำนวนขั้นบันไดทั้งหมดมี 500 ขั้น สูงประมาณ 370 เมตร ระหว่างทางสามารถ  ชื่นชมความงามธรรมชาติของเกาะสีชังและหวนรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ในครั้งนั้น
  3. เส้นทางรถจักรยานยนต์ เส้นทางนี้สามารถขับจักรยานยนต์ หรือ รถสกายแลปรับจ้างขึ้นไปได้ เพราะเป็นซีเมนต์ลาดเรียบตลอดทั้งสาย สองข้างทางต้นไม้พันธุ์ถิ่นขึ้นเต็ม กว้างขวางด้วยตัวถนนสามารถสวนกันไปมาได้อย่างสบาย ด้านขวามือเป็นวิวมุมกว้างยิ่งขึ้นสูงยิ่งสวย มีไหล่ทางให้หลบกันเป็นระยะ สะดวกทั้งรถสะดวกทั้งนักท่องเที่ยวในกรณีเดินขึ้นทางนี้ ใกล้ถึงปลายทางซ้ายมือมีอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว ถ้ำพระจุลจอมเกล้า ตรงไปอีกไม่ไกลก็ถึงลานจอดรถมอเตอร์ไซด์ หรือไหล่คยาศิระ


หากต้องการเดินเท้าขึ้นยอดเขาพระจุลจอมเกล้า สามารถเดินต่อไปยังเส้นทางเดินเท้าสายประวัติศาสตร์แห่งการติดต่อสื่อสารอาณัติสัญณาญการเข้าออกของเรือต่างๆ ภายในเกาะ ในรัชสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ด้วย ความสูง 290 เมตร จากรอยพระพุทธบาท ถึงยอดเขาพระจุลจอมเกล้า บันได 365 ขั้น สามารถเรียกเหงื่อจากกายเราได้ไม่ยาก สำหรับรอยพระพุทธบาทนั้นนักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปกราบไหว้ในช่วงรุ่งอรุณเพราะสามารถมองเห็นพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าสัมผัสแสงแรกแห่งวัน ที่จะอยู่ในความทรงจำไปอีกนานแสนนาน จากนั้นจึงบูชารอยพระพุทธบาทเพื่อทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์เป็นการเริ่มวันใหม่เป็นมงคลชีวิต บุญกุศลและอานิสงค์ในการกราบไหว้เปรียบได้ดั่งการได้สักการะพระพุทธองค์ชีวิตจะสมบูรณ์พูลสุขเป็นมหามงคลแก่ชีวิต


บริเวณมณฑปรอยพระพุทธบาท มี 3 สิิ่ง


  1. ไหล่คยาศิระ โดยรอบรอยพระพุทธบาทจำลอง  หรือ ไหล่เขาของยอดพระจุลจอมเกล้า รวมถึงทุกสิ่งอย่าง บริเวณนั้นทั้งมณฑปสีขาว มหาธาตุเจดีย์ ทางเดินบาทวิถีและถนนที่ทอดยาวสู่ยอดเขา ร่องรอยประวัติศาสตร์ที่เกิดจากการนำรอยพระพุทธบาทจำลองซึ่งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพอันเชิญมาจากตำบล    พุทธคยา ประเทศอินเดีย ในครั้งนั้นจึงรับพระราชทานชื่อบริเวณรอบรอยพระพุทธบาทจำลองนั้นว่าไหล่คยาศิระ 
  2. มณฑปรอยพระพุทธบาท แท่นศิลาขนาดใหญ่ สิ่งเคารพสูงสุดของพุทธคุณองค์พระบรมศาสดา สัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์ และ ธรรมะ ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือสุดของเกาะสีชัง เป็นที่เคารพของพุทธมามกะ คนในเกาะ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ สงบจิตใจจุดธูปเทียน สวดคาถาบูชารอยพระพุทธบาทไปพร้อมกัน
  3. หอระฆัง ทางพุทธปรัชญา หมายถึง การตื่น เข้าถึงสัจธรรม และให้ความรู้สึกแห่งสันติสุข หอระฆังเกาะสีชังภายในมณฑปสีขาวเป็นหอสูงแขวนระฆังขนาดพอดีกับมณฑป เมื่อขึ้นไปยื่นสงบจิตใจ ย่ำระฆัง 3 ครั้ง ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่งเสียงกังวานออกไป ผสานกับภาพวิวในยามเช้านับเป็นศิริมงคลแห่งชีวิต ส่งให้มีชื่อเสียงโด่งดังผู้คนนับน่าถือ โดยการออกแบบและก่อสร้าง มณฑปสีขาว โดยกรมศิลปากรให้มีความงดงามจนถึงปัจจุบัน


กิจกรรม


  • ชมพระอาทิตย์ขึ้น เวลาประมาณ 06.00 น.เป็นจุดชมพระอาทิตย์ที่ขึ้นพร้อมมณฑปรอยพระพุทธบาท ซึ่งเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นแสงแรกของเกาะสีชังบนสิ่งที่เป็นมหามงคล จึงสื่อถึงการเติมพลังจากดวงอาทิตย์เป็นศิริมงคลแก่ชีวิตและเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่สุดสูงที่สุดบนเกาะสีชัง
  • การนมัสการมณฑปรอยพระพุทธบาท ดอกบัวหรือพวงมาลัย พร้อมธูป เทียน และแผ่นทอง ราคา 30 บาท (บริเวณร้านค้า)
  • การตีระฆัง ด้านบนรอยพระพุทธบาท ถือว่าเป็นพุทธบูชา ที่พุทธศาสนิกชนนิยมมาแต่ครั้งอดีตกาลจนถึงปัจจุบัน    
  • การถวายสังฆทาน สามารถซื้อชุดสังฆทานได้จากร้านค้ารอยพระพุทธบาท ราคาชุดละ 100 บาท  มีพระสงฆ์จากวัดวัดจุฑาทิศธรรมสภารามวรวิหาร ขึ้นมาทำพิธีในทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา  08.00 – 16.00 น.


ระยะทาง


จากท่าเรือมาถึงมณฑปรอยพระพุทธบาท 1.3 กิโลเมตร


ข้อควรระวัง


  1. การเดินขึ้น ไม่ควรวิ่งแข่งหรือส่งเสียงดังขณะเดินขึ้น
  2. การขับมอเตอร์ไซด์ขึ้น ในวันหยุดมีมอเตอร์ไซด์ขึ้นหลายคันควรระมัดระวังการเฉี่ยวชน ในขณะขับลงเขาควรลดความเร็วและเพิ่มความระมัดระวัง
  3. รอยพระพุทธบาทเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ควรแต่งกายให้สุภาพ ห้ามส่งเสียงดัง ถอดรองเท้าทุกครั้งที่ขึ้นไปมณฑป


บทสวดเพื่อถวายความเคารพ : คาถาบูชารอยพระพุทธบาท


ตั้งนะโม 3 จบ

อิมัง พุทธปาทัง สัจจะ คาระเวนะ วันทานะ นะมามิหัง

ทุติยัมปิ อิมัง พุทธปาทัง สัจจะ คาระเวนะ วันทานะ นะมามิหัง

ตะติยัมปิ อิมัง พุทธปาทัง สัจจะ คาระเวนะ วันทานะ นะมามิหัง

จากนั้นถวายดอกไม้ พร้อมปิดทองรอยพระพุทธบาทเพื่ออานิสงค์อันดีของชีวิตต่อไป



07 ยอดเขาพระจุลจอมเกล้า (เสาธงอัษฎางค์) ที่อยู่ : ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี 20120

รายละเอียด


ที่มา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ยกเสาธงขึ้นบนยอดเขาสูง ที่พระราชทานนามว่า “ยอดเขาพระจุลจอมเกล้า” เสาธงนี้สูง 14 วา 2 ศอก มีเสาขวาง มีรยางค์และมีขั้นบันไดตั้งอยู่บนฐานซีเมนต์กว้าง 8 วา มีเจ้าพนักงานดูแลประจำอยู่ด้วย นายเรือเอกกูลเบิกในกรมทหารเรือเพื่อทำหน้าที่ชักธงให้สัญญาณเรือเข้าออกในท่าเกาะสีชัง และพระราชทานนามเสาธงแห่งนี้ว่า ”เสาธงอัษฎางค์” สำหรับใช้ในการบอกข่าวเพื่อส่งโทรเลข ซึ่งเป็นวิธีแจ้งข่าวไปยังกรุงเทพฯ ที่รวดเร็วที่สุดในขณะนั้นวิธีส่งโทรเลขจะทำการโดยการชักธงขึ้นเสาตามอย่างเสาธงในกรุงเทพเพื่อใช้เก็บภาษีจากเรือที่เข้าออกและเทียบท่าบริเวณรอบเกาะ ในการยกเสาธงนี้ เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระองค์เองในวันที่ 14 สิงหาคม พศ.2434 โดยเสด็จโดยพระราชยานขึ้นยอดเขาที่สูงถึง 192 เมตร พระราชทานชื่อว่า “ยอดเขาพระจุลจอมเกล้า” ทรงจารึกพระปรมาภิไธยย่อที่เสาธงและศิลาเขามอว่า “จ.จ.จ” และโปรดให้ยกเสาธงขึ้นตั้ง พระองค์ทรงจับสายเชือก มีการประโคมแตรวงทั้งในขณะที่ทรงจารึกพระปรมาภิไธยและทรงยกเสา เมื่อเสร็จพิธีแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลี้ยงน้ำชาพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเมื่อใกล้ค่ำจึงเสด็จกลับพระราชฐาน
                                                                                                                                                                           ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 8 แผ่นที่ 22 หน้า 201 - 213


รายละเอียดสถานที่


อยู่ใกล้กับทางขึ้นพระมณฑปพระพุทธบาทด้านทิศเหนือของเกาะสีชังปัจจุบันเหลือเพียงฐานซีเมนต์ และธงชาติไทยขนาด 9 เมตรที่มีผู้มาปักไว้แก้บน และร่องรอยจารึก        พระปรมาภิไธยที่ลบเลือนไปมากแล้ว


ที่ตั้ง


จากมณฑปพระพุทธบาทจะมีบันไดทางขึ้นไปยังยอดเขา


คำแนะนำ


ควรจะไปช่วงเช้าที่แดดยังไม่ร้อนจัดหากไปช่วงเย็นหรือโพล้เพล้ อาจจะมองเส้นทางไม่ชัดเจน


การเดินทาง


  • เส้นทางที่ 1 ระยะทางจากท่าเรือเทววงษ์ 1.6 กิโลเมตร แล้วขึ้นทางเดียวกับรอยพระพุทธบาท
  • เส้นทางที่ 2 ระยะทางจากท่าเรือเทววงษ์ 1.8 กิโลเมตร แล้วขึ้นทางเดียวกับรอยพระพุทธบาท


การสำรวจของกัปตันลอฟตัล


รัฐบาลสยามเริ่มพัฒนาพื้นที่เกาะสีชัง โดยช่วงต้นมีกรมท่าเป็นผู้รับผิดชอบ มีวัตถุประสงค์หลัก ที่จะพัฒนาอ่าวเกาะสีชังให้เป็นท่าเรือที่ทันสมัย โดยรัฐบาลสยามได้ว่าจ้างกัปตันลอฟตัล (Captain Alfred J. Loftus ภายหลังเป็น พระนิเทศชลธี) สำรวจทำแผนที่อ่าวสีชัง และบริเวณโดยรอบอย่างละเอียด มีการนำเรือตะเกียง (เรือรบเก่าที่มิได้ใช้งานแล้วติดตั้งตะเกียงเหมือนประภาคาร) สำหรับบอกทางในเวลากลางคืน มีการวางทุ่นบอกตำแหน่งหินโสโครกต่างๆ รอบเกาะ สร้างหลักหมายเขต เพื่อกำหนดเขตอ่าวและเพื่อวัดระดับน้ำทะเลเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับชาวเรือ หลักเขตนี้มีสองหลัก หลักหนึ่งอยู่ที่ปลายแหลมวัด อีกหลักอยู่ที่ปลายด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะขามใหญ่ โดยเสาหลักเขตเป็นเสาออเบลิศ (obelisk) สร้างโดยนายสเตฟาโน คาร์ดู (Stefano Cardu ) นอกจากนี้ยังมีการวางสายโทรเลขจากอ่าวกระสือมาที่เกาะสีชัง โดยสายโทรเลขใต้น้ำนี้นำเข้ามาจากยุโรป และใช้เรือนของนายกอเตเป็นออฟฟิศโทรเลข (สันนิษฐานว่าตั้งอยู่บริเวณที่เป็นท่าภาณุรังษี หรือท่าบน)


กัปตันลอฟตัสได้จัดทำรายงายเกี่ยวกับเกาะสีชังและแผนที่เกาะสีชังเสนอต่อ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเทวะวงษ์วโรประการ เสนาบดีว่าการต่างประเทศ ซึ่งสาระของรายงานได้พบว่า เกาะสีชังในพ.ศ. 2427 นั้น เกาะสีชังมีชุมชนอยู่ 2 แห่ง แห่งแรกคือ บ้านท่าน้ำ ตั้งอยู่บริเวณที่เป็น พระจุฑาธุชราชฐานในเวลาต่อมา มีแผนที่แสดงที่ตั้งเสาออเบลิศ ที่ปลายแหลมวัด กับทั้ง Health Office ซึ่งภายหลังกลายเป็นโรงพยาบาลเกาะสีชัง สถานที่ตรวจรักษา และกักกันชาวเรือที่ผ่านไปมา ที่อาจเป็นโรคติดต่อร้ายแรงต่างๆ ถัดไปทางเหนือของบ้านท่าน้ำมีชุมชนอีกชุมชนหนึ่ง เรียกว่า บ้านท่าราช หรือบ้านตารอด ตั้งอยู่บริเวณที่ปัจจุบันเป็นชุมชนท่าเทววงษ์ หรือท่าล่าง ใกล้ด่านศุลกากรเกาะสีชัง ถัดไปทางเหนือมีพื้นที่กสิกรรมหลักสองที่ เรียกว่า ไร่บนและไร่ล่าง เป็นพื้นที่ปลูกผักและผลไม้ต่างๆ


นอกจากนี้ กัปตันลอฟตัล ยังได้รายงานเรื่องปัญหาน้ำจืดขาดแคลน และความพยายามเสาะหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม ซึ่งในรายงานพบว่าน้ำจืดที่เกาะสีชังมีน้อยไม่พอราษฎรรับประทาน มีการขุดในหลายพื้นที่ในเกาะเพื่อหาแหล่งน้ำ คือที่บ้านท่าราช บ้านท่าน้ำ เกาะขาม แต่ไม่พบแหล่งน้ำ และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเป็นท่าเรือที่ทันสมัย และการพัฒนาด้านอื่นๆของเกาะสีชัง


การลงทุนของชาวตะวันตก จากการที่มีการพัฒนาแผนที่ทะเลของกัปตันลอฟตัล ทำให้การเดินเรือสะดวกขึ้น ชาวตะวันตกในพระนครก็เริ่มสนใจลงทุนพัฒนาเกาะสีชัง โดยรายแรก ได้แก่ นายกอเต (Gotte) พ่อค้าชาวเยอรมันได้ทำหนังสือขอซื้อที่ดินบนเกาะสีชังจากรัฐบาลสยามพันไร่ เพื่อปลูกกาแฟ เมื่อรัฐบาลสยามไตร่ตรองแล้วจึงปฏิเสธ เพราะเห็นว่าศักยภาพในการพัฒนาเกาะสีชังมีมากกว่าการปลูกกาแฟ โดยอ้างว่าที่ดินบนเกาะนั้นมีไม่ถึงพันไร่ แม้ไม่สามารถทำไร่กาแฟได้นายกอเต จึงได้ร่วมลงทุนกับขุนศรีรักษา สร้างโรงแรมเป็นเรือนฝากระดาน หลังคามุงจาก เพื่อให้เป็นที่ชาวยุโรปมาเช่าอาศัย เมื่อเจ้าพระยาภาณุวงษมหาโกษาธิบดี เสานาบดีกรมท่า ทราบเรื่อง จึงได้แจ้งนายกอเต ว่าไม่มีสิทธิปลูกเรือนโดยไม่ได้รับอนุญาต ในที่สุดนายกอเตจึงขายเรือนนั้นแก่รัฐบาลสยามเป็นเงิน 1,000 บาท ต่อมานายฟรันซิสโกดาวาไรนา(Francisco da Silva Reina ) คนในบังคับโปรตุเกส ทำเรื่องขออนุญาตเช่าเรือนทำกิจการโรงแรม เป็นเวลา 5 ปี


ห้างยุเกอซิกแอนกัมปนี (Jucker Sigg & Co.) อันเป็นห้างของฝรั่งเศส (มีหุ้นส่วนเป็นคนไทย คือ หลวงอินทรมนตรีศรีจันทรกุมาร) ทำเรื่องขออนุญาต ปลูกโรงกุดัง และสะพานให้เรือกำปั่นเทียบและสร้างโรงเก็บถ่านหิน บาลสยามพิจารณาแล้วก็ตกลงอนุญาต


การเสด็จมาประทับรักษา ณ เกาะสีชังของพระราชวงศ์


ในปี พ.ศ. 2431 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธทรงประชวร หมอเห็นว่าควรจะให้เสด็จมาประทับอยู่ในที่ซึ่งได้อากาศชายทะเล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดเกล้าฯให้พระยาภาสกรวงษ์ (พร) จางวางมหาดเล็ก เชิญเสด็จมาประทับที่เกาะสีชัง อยู่ที่เรือนของหลวงซึ่งเป็นที่ฝรั่งเช่าอยู่ติดต่อกับเขตวัด เพราะขณะนั้นเกาะสีชังเป็นสถานที่ที่ชาวต่างประเทศที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร นิยมเดินทางไปรักษาตัวกันมาก ในเวลาใกล้เคียงกันนั้นเอง พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ทรงประชวร จึงเสด็จพระราชดำเนินมาประทับรักษาพระองค์ที่เกาะสีชังด้วย โดยในตอนแรกจะเสด็จประทับอยู่ในเรือพระที่นั่ง เพราะเสด็จฯ มากะทันหันไม่ทันปลูกสร้างพลับพลาที่ประทับ แต่เรือพระที่นั่งถูกคลื่นกระเทือนทำให้ทรงประชวรยิ่งขึ้น จึงเสด็จขึ้นประทับอยู่ ณ เรือนซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ประทับอยู่ก่อน ที่ประทับนั้นปลูกเต็นท์ใต้ต้นมะขาม ที่เขามอ ริมหาด จนพระอาการทุเลาลง (ประทับอยู่ 7 ราตรี) จึงเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตะวันตกต่อไป ในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้หาที่สร้างพระอารามใหม่แทนวัดที่ปลายแหลม เนื่องจากเวลาเสด็จพระราชดำเนินผู้คนพลุกพล่านทำลายความสงบของสงฆ์ โดยได้ที่ใหม่ คือบริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งพระเจดีย์อุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตรในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระคลังข้างที่ให้สร้างเรือนขึ้น 3 หลัง บริเวณแหลมและใต้ลงมาบริเวณชายหาด เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับผู้ป่วยไปพักฟื้นรักษาตัว เรียกว่า "อาไศรย์สฐาน"

08 หาดหินหมวดศิลา ที่อยู่ : ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี 20120

รายละเอียด
    

    หมวดศิลาเกาะสีชัง มีความเกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างทางรถไฟ เมื่อ พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานกิจการรถไฟขึ้นในประเทศสยามได้มีการสำรวจค้นหาวัตถุดิบเพื่อผลิตปูนซีเมนต์ มอบหมายให้วิศวกรชาวต่างประเทศ สำรวจคุณภาพหินที่เกาะสีชังและพื้นที่บริเวณหมวดศิลา ปรากฏว่าเป็นหินที่มีคุณภาพดี เหมาะสำหรับเป็นวัตถุดิบผลิตปูนซีเมนต์ และนำไปสร้างเขื่อนจึงได้จัดตั้งสำนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยขึ้นที่เกาะสีชังใช้ชื่อว่า "หมวดศิลาเกาะสีชัง"            การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ทำการระเบิดหินบริเวณนี้ แล้วนำหินที่ได้ขนไปทางเรือใบ เพื่อนำไปสร้างหมอนรองทางรถไฟที่สถานีรถไฟมักกะสัน กรุงเทพมหานคร ถือได้ว่า        หมวดศิลาเกาะสีชัง - แหลมสีชัง เป็นสถานที่ที่เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์การสร้างทางรถไฟของประเทศไทย ผลจากการระเบิดหินทำให้เกิด เศษหินก้อนเล็กก้อนน้อย ในพื้นที่บริเวณหมวดศิลากระเด็นตกลงไปในทะเล หินเหล่านี้ถูกกระแสคลื่นกระทบเป็นเวลานาน จนมีลักษณะเป็นหินกลม เกิดเป็นหาดหินกลมมีความสวยงามแตกต่างไปจากหาดทั่วไป


รายละเอียดสถานที่
    

    หมวดศิลา - แหลมสีชัง เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่มีการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์และสร้างศูนย์การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการการกำเนิดรถไฟของประเทศไทย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และการนำหินหมวดศิลาไปสร้างทางรถไฟสถานีรถไฟมักกะสัน กรุงเทพมหานคร เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์การสร้างรางรถไฟของประเทศไทย


คำแนะนำในการท่องเที่ยว
    

    เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับการเล่นน้ำ เพราะเป็นหาดหินกลม ทางเดินลงไปมีความสะดวกสบายสามารถต่อไปยังอ่าวถ้ำจ๊อกค๊อกและแหลมสีชังได้ด้วยเส้นทางเลียบทะเล


ข้อควรระวัง
    

    ผู้ที่ขับขี่จักรยานยนต์ไม่แข็งต้องใช้ความระมัดระวังเนื่องจากเส้นทางจะขึ้นลงตามสภาพภูมิประเทศ และไม่ควรไปในยามค่ำคืน

    

การเดินทาง

 
    เส้นทาง จากท่าภาณุรังษีหรือท่าบนเข้าไปในวัดจุฑาทิศ มีทางจากหลังวัดเป็นเส้นทางทำใหม่เทปูนอย่างดีไต่เลียบเลาะตามเขาระยะทางจากท่าเรือเทววงษ์ 1 กิโลเมตร

09 แหลมมหาวชิราวุธ (ปลายแหลมเขาขาด) ที่อยู่ : ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี 20120

รายละเอียด


     จากเทือกเขามหาวชิราวุธ พลับพลาที่ประทับทอดพระเนตรพระอาทิตย์ตก จะมีแหลมเล็กๆ ทอดตัวยาวลงไปในทะเล ชื่อเดิมเรียกว่าแหลมสลิดแต่ได้เปลี่ยนชื่อเรียกตามยอดเขาวชิราวุธตามพระนามของรัชกาลที่ 6 ว่าแหลมวชิราวุธเนื่องจากเทือกเขายาวจรดแหลมที่ยื่นลงไปในทะเล


รายละเอียดสถานที่


    ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเลยไปจากช่องอิศริยาภรณ์ (เขาขาด) บริเวณปลายสุดแหลมมหาวชิราวุธคล้ายกับแหลมพรหมเทพ แต่เล็กกว่าเป็นแหลมที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของเกาะสีชังมีสะพานที่ทอดยาวยื่นออกไปยังแหลม ประดับด้วยโคมไฟรูปหงส์ตลอดระยะทางนักท่องเทียวนิยมไปตกปลาและชมพระอาทิตย์ตก เนื่องจากมีทิวทัศน์ที่สวยงามและเป็นโขดหินแหล่งที่อยู่อาศัยของฝูงปลาหลายชนิด


การเดินทาง


  • เส้นทางที่ 1 จากท่าเรือเทววงษ์ ตรงไปเรื่อยๆ จนถึงแยกทิวไผ่ แล้วเลี้ยวขวา ตรงมาเรื่อยๆ ช่องอิศริยาภรณ์หรือช่องเขาขาดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ สามารถเดินลงสะพานไปยังปลายแหลมได้อย่างสะดวก
  • เส้นทางที่ 2 จากท่าเรือเทววงษ์ ขึ้นไปทางศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ตรงไปเรื่อยๆ จะมีซอยข้างโรงพยาบาลแล้วขับตรงมาประมาณ 500 เมตร แล้วเลี้ยวขวา ช่องอิศริยาภรณ์หรือช่องเขาขาดจะอยู่ทางด้านขวามือ สามารถเดินลงสะพานไปยังปลายแหลมได้อย่างสะดวก
  • เส้นทางที่ 3 จากท่าเรือเทววงษ์ ขึ้นไปทางศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ตรงไปเรื่อยๆ จะผ่านเก๋งจีนพระภักดี ช่องอิศริยาภรณ์หรือช่องเขาขาดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ สามารถเดินลงสะพานไปยังปลายแหลมได้อย่างสะดวก


คำแนะนำ


  • ควรไปในช่วงเย็นซึ่งจะเป็นเวลาพระอาทิตย์ตกดินพอดี สามารถตกปลาบริเวณปลายแหลมได้
  • เป็นสถานที่สาธารณะสามารถเข้า - ออกได้อย่างสะดวกไม่มีเวลาปิดเปิด มีร้านอาหารให้บริการบริเวณใกล้ๆ